วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

การออกแบบยุคโลกาภิวัฒน์

                 ในยุคก่อนจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ เราใช้วิธีการนำดินสอ ปากกามา ขีดๆ เขียนๆ ลงบนกระดาษ เป็นการ ร่างแบบ ก่อนจะลงมือสร้างสรรค์ผลงานจริงอีกครั้ง ซึ่งต้องใช้เวลามาก ต้องผ่านกระบวนการ หลายขั้นตอน ใช้วัสดุอุปกรณ์ประกอบมากมาย กว่าจะได้ผลงาน แต่ละชิ้น

มาถึงยุคโลกไร้พรมแดน เรามีคอมพิวเตอร์มาช่วยอำนวยความสะดวก ย่นระยะเวลาการทำงาน ไม่ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์มากมายเหมือนยุคก่อน และใช้เวลาในการผลิตผลงานแต่ละชิ้นน้อยลง โดยอาศัย โปรแกรมกราฟฟิก ต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย ได้แก่ Adobe Illustrator , Adobe Photoshop , Macromedia Freehand , Corel Draw เป็นต้น ในปัจจุบัน โปรแกรมกราฟฟิกที่ใช้กันส่วนใหญ่ คือ Illustrator , Photophop นอกจากนั้น อาจจะใช้โปรแกรมออกแบบเว็บอื่นๆ มาเสริม เช่น Macromedia Dreamweaver , Netobject Fusion เป็นต้น จึงทำให้เราสามารถผลิตผลงานได้เร็วขึ้น ดีขึ้น และน่าสนใจมากกว่าเดิม

ขอบคุณข้อมูลจาก http://skm.nfe.go.th


ความเป็นเมืองในยุคโลกาภิวัฒน์
ประเด็นที่ 1
 แนวความคิดโลกาภิวัฒน์ของประเทศตะวันตก

ในมุมหนึ่งเป็นการพยายามตั้งทิศทางการพัฒนา ‘เมือง’ ทุกเมืองในโลกให้มีมาตรฐานเดียวกัน ในแง่ของจำนวนประชากรต่อสาธารณูปโภคและสาธารณูปการพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ระบบขนส่งมวลชน สถานพยาบาล สถานศึกษา ฯลฯ รวมทั้งบทบาทของเมืองแต่ละประเภท ที่กำหนดตามศักยภาพของพื้นที่ ทรัพยากรธรรมชาติ และระยะทางของเมืองนั้น ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แต่มาตรฐานและทิศทางการพัฒนาดังกล่าว ขาดความยืดหยุ่นในมิติของวัฒนธรรมที่แตกต่างของแต่ละท้องถิ่น (Cultural Diversity) ทำให้สภาพของเมืองใหญ่ที่เห็นได้ในทุกประเทศ แทบจะเหมือนกัน มี KFC GAP JUSCO LOTUS ซึ่งทำลายเศรษฐกิจชุมชน มีถนน สะพานขนาดใหญ่ แต่ไม่มีทางให้คนเดิน มีหมู่บ้านพักอาศัยขนาดใหญ่ ที่แทบจะรกร้างในเวลาทำงาน ฯลฯ

ด้วยพื้นฐาน (ประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม) ที่แตกต่างในแต่ละประเทศ น่าจะทำให้ทิศทางการพัฒนา ‘เมือง’ แตกต่างกันไปด้วย (มีมาตรฐานของตัวเอง) ไม่ใช่ทุกเมืองต้องมีสนามบิน ไม่ใช่ทุกเมืองต้องเป็นเขตอุตสาหกรรม ปัจจัยที่ควรพิจารณาเป็นอันดับแรกในการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ คือ ธรรมชาติ หากพื้นที่นั้นมีดินมีน้ำอุดมสมบูรณ์ ก็ควรใช้เป็นแหล่งผลิตด้านการเกษตร ไม่ต้องสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ไม่จำเป็นต้องพัฒนาให้เป็นสังคมเมือง หากพื้นที่นั้นเป็นเมืองประวัติศาสตร์ มีโบราณสถานมากมาย ก็ควรควบคุมทิศทางการเจริญเติบโตของเมืองใหม่ ให้ออกนอกเขตอันควรอนุรักษ์ และจำกัดการพัฒนาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เป็นต้น

‘ทำไมทุกจังหวัดในประเทศไทย ต้องมีห้าแยกหอนาฬิกา วงเวียนน้ำพุ เอกลักษณ์ประจำจังหวัดอยู่ที่ไหน?’

ประวัติการผังเมืองไทยในยุคสมัยแรกเริ่ม (จอมพล ป.) รับแนวความคิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งกายภาพส่วนใหญ่ของประเทศเขาเป็นพื้นที่ว่าง ราบเรียบ กว้างใหญ่ การออกแบบผังเมืองจึงสามารถใช้รูปเรขาคณิต ขีดตามขอบเขตที่ต้องการ ได้ในทุกเมือง และอีกสาเหตุที่สำคัญคือ สหรัฐเป็นประเทศเกิดใหม่ ไม่มีเมืองประวัติศาสตร์ จึงมิได้ให้คุณค่าต่อการอนุรักษ์องค์ประกอบเมืองเก่า (Urban Fabric) ในการวางผัง ทำให้เกิดเหตุการณ์ถมคลองเก่า สร้างถนน (เช่น ในเขตอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์ จนทำลายลักษณะ “เวนิสตะวันออก” เสียสิ้น)

การวางผังเมือง โดยไม่คำนึงถึงเอกลักษณ์ของพื้นถิ่น จึงเป็นการทำลายคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ทั้งด้ายกายภาพ (การทำลายโบราณสถาน) และด้านสังคม (คนเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ลืมภูมิปัญญาท้องถิ่น)



ประเด็นที่ 2 การขาดข้อมูลที่จำเป็นในการกำหนดวิชาทางการพัฒนา

เนื่องจากรูปแบบการบริหารและการปกครองของภาครัฐในประเทศไทย มีลักษณะเป็น TOP DOWN บุคลากรที่ศึกษาวิจัย และกำหนดทิศทางการพัฒนาท้องถิ่น เป็นคนในส่วนกลาง ไม่มีความรู้เรื่องพื้นที่เพียงพอ แม้จะใช้วิธีการจ้างสถาบันการศึกษา ดำเนินการแทนแล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ และเวลา จึงไม่อาจทำให้ได้ข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดได้ ระยะเวลาที่น้อยที่สุดสำหรับการเก็บข้อมูลในพื้นที่หนึ่ง ๆ ควรครบวงจรธรรมชาติหนึ่งปี เพื่อศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล ได้แก่ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ (เช่น น้ำหลาก) และวิถีชีวิตที่ปรับเปลี่ยนตามฤดูกาล ในพื้นที่นั้น ๆ ด้วย

ปัญหาที่มักพบเห็นได้แก่ การตัดถนนขวางทางน้ำ ซึ่งนอกจากจะทำให้ต้องเสียงบประมาณในการซ่อมทางทุกปีแล้ว ยังอาจเป็นเหตุให้น้ำบ่าทะลักเข้าท่วมเมืองได้ เช่น จังหวัดสงขลา – แม่ฮ่องสอน ในปี 2544 เป็นต้น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ วิถีชีวิตชุมชนที่ปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติในท้องที่นั้น ๆ

ในอดีตเราจะพบเห็นบ้านเรือนอยู่อาศัย ประเภท เรือนแพ หรือบ้านยกใต้ถุนสูง ในชุมชนที่ตั้งอยู่ริมน้ำ นั่นเพราะชุมชนเรียนรู้ที่จะปลูกเรือนให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและปรากฏการณ์ธรรมชาติของพื้นที่ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ก็ไม่เดือดร้อนจนไร้ที่อยู่เหมือนปัจจุบัน ดังนั้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้านวิถีชีวิตชุมชนก็จำเป็นต่อการกำหนดรูปแบบการพัฒนาของพื้นที่หนึ่งด้วย หากพื้นที่ใดมีน้ำหลากในฤดูฝน ก็ควรกันเขตไว้เป็นพื้นที่รับน้ำ หรือ แหล่งเกษตรกรรม เพราะน้ำหลากจะน้ำตะกอนปุ๋ยมาด้วย ทำให้พื้นที่นั้นอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ทั้งนี้ก็ต้องเลือกพันธุ์พืชหรือวางแผนการเพาะปลูกตามช่วงกาลเวลาให้เหมาะสมกับฤดูกาลด้วย จึงจะสามารถใช้พื้นที่ได้อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติและมีประสิทธิภาพเต็มที่ รวมทั้งการออกแบบสถาปัตยกรรมให้เหมาะสมกลมกลืนกับสภาพพื้นที่และปรากฏการณ์ธรรมชาติของทั้งถิ่นนั้นๆ ด้วย

“การผลิตเป็นจำนวนมาก เป็นการทำลายสมดุลธรรมชาติ”

“หรือ คำตอบอยู่ที่ การเกษตรที่พอเพียง”

ทุกวันนี้ข้อมูลที่รัฐบาลใช้ชี้นำเกษตรกรในการผลิต คือ ปัจจัยด้านการตลาด การส่งออกโดยไม่ได้คำนึงถึงการรองรับได้ของพื้นที่ หรือสมดุลของธรรมชาติเลย เมื่อเกษตรกรเร่งผลิต โดยการปลูกพืชผลประเภทเดียวเป็นจำนวนมากมาก ทำให้ดินขาดแร่ธาตุเฉพาะอย่าง เกษตรกรก็ต้องซื้อปุ๋ยที่ผสมเคมีเฉพาะอย่างตามที่ขาดนั้น ทำให้สภาวะของดินผิดไปจากธรรมชาติ จนขาดปุ๋ยไม่ได้ หรือปัญหาแมลงศัตรูพืช หรือโรคระบาด ซึ่งก็ล้วนเป็นผลจากการผลิตพืชประเภทเดียวกันเป็นจำนวนมากจนเสียสมดุล การใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมี รักษาโรคพืช หรือปุ๋ย อันเป็นตัวการสำคัญ ในการทำลายสมดุลธรรมชาติ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และกลายเป็นวงจรอันไม่รู้จบต่อไป

ดังนั้นการวิจัยด้านการเกษตร จึงจำเป็นต้องลงพื้นที่ ศึกษาทั้งสภาพดินฟ้าอากาศ ศึกษาพันธุ์พืชที่เหมาะสม ปริมาณที่เหมาะสม พืชต่างพันธุ์ที่พึ่งพากันได้ (ในแง่ของสารอาหารในดิน และ ศัตรูตามธรรมชาติทั้งแมลงและโรคพืช) วงจรแมลงระบาดรวมทั้งเทคโนโลยีการผลิต ที่ไม่ทำลายสภาพธรรมชาติหรือราคาแพงจนเกษตรกรเดือดร้อน เป็นต้น แน่นอนผลจากการวิจัยนี้ อาจจะทำให้ปริมาณการผลิตไม่ได้ตามเป้าหมายเพื่อการตลาดหรือการส่งออก แต่จะเป็นปริมาณการผลิตที่เหมาะสมสอดคล้องกับธรรมชาติ จะช่วยลดต้นทุน (ค่าสารเคมี และปุ๋ย) ให้เกษตรกรและส่งเสริมอาชีพอย่างยั่งยืน (ดินไม่เสียจนเพาะปลูกไม่ได้และต้องเปลี่ยนอาชีพ)

“เมืองประวัติศาสตร์ ห้ามใช้ผังเมืองไข่แดง”

“การท่องเที่ยว มีผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ”

การกำหนดประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน ของเมืองใหม่ทั่วไป มักใช้แนวความคิดแบบศูนย์กลางกระจายตัว (Concentric Concept) คือ มีศูนย์กลางความเจริญสูงสุด ณ จุดกึ่งกลาง เป็นพื้นที่พาณิชยกรรมหนาแน่น และค่อยเบาบางลง เป็นพื้นที่พักอาศัย นันทนาการ ที่รอบนอก จนถึงพื้นที่เกษตรกรรมนอกเมือง แต่สำหรับเมืองประวัติศาสตร์ของไทย เช่น เชียงใหม่ ลำปาง ร้อยเอ็ด สุพรรณบุรี ฯลฯ ซึ่งยังคงมีร่องรอยองค์ประกอบเมืองเก่า (ป้อม กำแพง ถนน คลอง สถานที่สำคัญ พื้นที่ระหว่างถนน) อย่างชัดเจน หากใช้แนวความคิดนี้ในการวางผัง จะเป็นการทำลายคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเมืองได้ เพราะหากสิ่งเสริมกิจกรรมเข้มข้น เช่น การพาณิชยกรรม หรือศูนย์ราชการ ไว้ในศูนย์กลาง (ซึ่งมักเป็นที่ตั้งของโบราณสถานสำคัญ และมีถนนแคบ มีพื้นที่ระหว่างถนนขนาดเล็ก) ก็ต้องมีการสร้างเสริมสาธารณูปโภคสมัยใหม่เข้าในพื้นที่หรือขยายถนน จนเสียสภาพดั้งเดิม เป็นการทำลายภูมิทัศน์ของเมืองประวัติศาสตร์ในภาพรวม รวมทั้งบรรยากาศความเป็นเมืองเก่าด้วย การวางผังเมืองสำหรับเมืองประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ต้องมีการศึกษาวิจัยวิวัฒนาการของเมือง วิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจ-สังคม ชุมชน ที่เหมาะสมกับเมืองเก่า ศักยภาพรองรับนักท่องเที่ยวของพื้นที่และที่สำคัญ ควรกำหนดโซนพัฒนาสำหรับเมืองใหม่ ในพื้นที่นอกเขตอนุรักษ์ แต่ต้องสามารถติดต่อถ่ายเทระหว่างโซนพัฒนากับเมืองในเขตอนุรักษ์ได้อย่างสะดวกด้วย เพื่อไม่ให้ชุมชนในเมืองเก่าถูกตัดขาด จนเป็นเมืองร้างไป

การกันเขตอนุรักษ์ เป็นมาตรการเบื้องต้นทางผังเมืองที่ใช้ป้องกันการทำลายคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของโบราณสถาน ซึ่งทั้งนี้ต้องมีมาตรการอื่นมาประกอบด้วย เพื่อความเป็นธรรมของผู้อยู่อาศัย ในเขตอนุรักษ์ (เพราะมีข้อบังคับมากกว่าผู้อยู่อาศัยในโซนพัฒนา) เช่น มาตรการด้านภาษี หรือแรงจูงใจรูปแบบอื่น ๆ เมื่อควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเมืองเก่าได้ ทำให้เมืองนั้นมีเอกลักษณ์น่าสนใจ ก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข่ามาสู่พื้นที่ จริงอยู่การท่องเที่ยวมีส่วนช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน เพิ่มชีวิตชีวาให้แก่เมือง แต่หากไม่ควบคุมปริมาณและคุณภาพ ก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมีอีกหลายประการ ทั้งปัญหาขยะ ปัญหาสาธารณูปโภคดั้งเดิม ไม่สามารถรองรับได้ การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในรูปแบบไม่เหมาะสม ก็ทำลายภูมิทัศน์ของเมืองเก่า การเกิดกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมในพื้นที่ เช่น บาร์ โรงแรม ทำลายบรรยากาศขลังของเมืองเก่า รวมทั้งการเปลี่ยนอาชีพของชุมชน เพื่อสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว ก็เป็นการทำลายสภาพเศรษฐกิจ – สังคมชุมชนดั้งเดิม ไปด้วย การเน้นแต่ปริมาณนักท่องเที่ยว และจำนวนเงินเข้าประเทศอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านลบ จะส่งผลเสียหายต่อชุมชนท้องถิ่นในแหล่งท่องเที่ยวนั้น ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ วัฒนธรรมและจิตใจด้วย

“ข้อมูลต้องแค่ไหนถึงจะพอในการวิจัย”

ในความจริงแล้ว การวิจัยทางสังคม (Social Research) เป็นสหวิทยาการที่ต้องการข้อมูลหลากหลายด้าน จนบางครั้งแทบกำหนดขอบเขตไม่ได้ เพราะทุกปัจจัยล้วนมีส่วนสัมพันธ์กันทั้งหมด ทั้งประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ วัฒนธรม สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาสลัมในเมืองใหญ่เกิดจากแมลง !? (เกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ดินขาดสารอาหาร ทำให้เกิดแมลงศัตรูพืช ทำให้ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยบำรุงดินและยากำจัดศัตรูพืช ทำให้เกิดการสะสมของสารพิษในดิน พืชเพาะปลูกไม่ได้ผลดี หรือหาตลาดซื้อพืชผลได้ยาก ขาดรายได้ ทั้งรายจ่ายค่าสารเคมีก็มาก เมื่อสู้ภาระหนี้สินไม่ได้ ก็ต้องขายที่ดิน อพยพเข้าไปหางานทำในเมืองใหญ่ แต่ความยากจนทำให้ไม่สามารถซื้อบ้านพักอาศัยได้ จึงต้องบุกรุกที่ดินสาธารณะ กลายเป็นสลัมในเมืองใหญ่ในที่สุด) จะเห็นได้ว่าปัจจัยของปัญหาหนึ่งเดียวนี้ มีทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงเรื่องการศีกษาอบรมด้านจริยธรรม และค่านิยมที่เหมาะสมกับพื้นฐานของไทย ดังนั้นผู้ทำการวิจัยต้องมีความเข้าใจต่อสภาพปัจจุบันและปัญหาเฉพาะของท้องที่หนึ่ง ๆ อย่างชัดเจนก่อน จึงจะสามารถกำหนดกรอบการศึกษาได้ว่า พื้นที่นั้นจะต้องเน้นศึกษาด้านไหนเป็นพิเศษ เหตุและปัจจัยของปัญหากว้างขวางครอบคลุมเพียงไหน ต้องใช้เวลาเท่าไร (อย่างน้อย 1 ปี ?) ต้องใช้วิธีการอะไร ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่า ระเบียบข้อบังคับของทางราชการที่จะจ้างดำเนินการวิจัยต้องมีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามขอบเขตของการวิจัยเฉพาะพื้นที่ ไปด้วย



ประเด็นที่ 3 ดัชนีชี้วัดและการประเมินผล

เครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้ในการวิจัยทางสังคมที่เป็นมาตรฐานสากลยอมรับได้ทั่วโลก คือ ดัชนีชี้วัด หากเป็นตัวแปรที่เป็นรูปธรรมก็ไม่มีปัญหา เช่น จำนวนประชากร ความหนาแน่นสิ่งปลูกสร้าง ระยะทาง อัตราการเกิด พื้นที่ดินเค็ม ผลผลิตการเกษตรต่อพื้นที่ ฯลฯ แต่หากตัวแปรนั้นเป็นนามธรรม จะใช้วิธีไดมาวัด เช่น ความมีคุณธรรม ความซื่อสัตย์ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความรับผิดชอบ ฯลฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสังคมในปัจจุบัน แม้ว่าเมืองนั้นจะได้รับการพัฒนาจนได้ตามมาตรฐานสากลแล้ว (จำนวนประชากรไม่หนาแน่นจนเกินไป , อัตราการตกงานต่ำมาก, สัดส่วนต่อแพทย์ 1 คน ต่ำ, สัดส่วนต่อพื้นที่สีเขียวต่ำ, รายได้เฉลี่ยสูง, การศึกษาขั้นต่ำปริญญาโท ฯลฯ) แต่ก็ยังเกิดปัญหาครอบครัวหย่าร้าง เด็กติดยาเสพติด ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน นักศึกษาขายตัว ปัญหาการทำแท้ง ปัญหาอาชญากรรม คอรัปชั่น การไร้ระเบียบวินัยจราจร ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น นั่นใช่แสดงว่ามาตรฐานสากล และดัชนีชี้วัด ยังศึกษาไม่ครบทุกด้านหรือไม่ ต้นเหตุของปัญหาเหล่านี้คืออะไร การศึกษาไม่มีประสิทธิภาพหรือ?

“ทำไมคนจบถึงด๊อกเตอร์ ถึงไปถูกหลอกที่อเมริกา”

“ทำไมผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันมาตรฐานถึงทำงานที่ท้องถิ่นไม่ได้”

“ทำไมคนที่มีเงินล้นฟ้า ยังคอรัปชั่นหลีกเลี่ยงภาษี (ซุกหุ้น)

- การศึกษาเฉพาะด้านที่ทำให้คนรู้ลึก แต่ไม่รู้รอบ

- การศึกษาที่ไม่ตอบสนองกับความต้องการของท้องถิ่น

- การศึกษาที่ไม่ฝึกจริยธรรมและสำนึกผิดชอบชั่วดีให้ประชาชน

- การศึกษาที่ไม่ให้ความรู้ความเข้าใจในชีวิตและฝึกวินัยให้กับเด็กและเยาวชน

หากคำตอบคือ การศึกษาไม่มีประสิทธิภาพ หากจำเป็นต้องปรับหลักสูตรการเรียนการสอนแล้ว ดัชนีชี้วัดและการประเมินผลจะให้คำตอบได้หรือไม่ ว่าต้องเพิ่มวิชาใด อย่างไร แค่ไหน ถึงจะแก้ปัญหาสังคมต่าง ๆ ได้

ประเด็นนี้ ขอปล่อยไว้เป็นคำถาม ให้คิดกันก่อนต่อไป

“ดัชนีชี้วัดให้พัฒนาเมือง แล้วจะใช้อะไรมาพัฒนาจิตใจ”



ประเด็นที่ 4 การมีส่วนร่วมของประชาชน

ปฏิเสธํไม่ได้ว่า ชาวบ้านในท้องถิ่นคือผู้ที่รู้จักพื้นที่ของตัวเองดีที่สุด (ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปของภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังที่กล่าวไว้ในประเด็นที่ 2) หากนักวิจัย หรือหน่วยงานราชการที่มีความรู้ในการประเมินศักยภาพ มีระบบการคิดวิเคราะห์ปัญหาพื้นที่ และมีอำนาจในการดำเนินงาน จะสามารถเปลี่ยนบทบาทจากผู้ชี้นำการพัฒนา เป็นที่ปรึกษาให้ชาวบ้านพิจารณาเลือกการพัฒนาที่เหมาะสมกับท้องถิ่นของเขาเอง ก็จะได้แผนการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนที่สุด ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับมาตรฐานการพัฒนาของประเทศอื่น หัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จคือ “วิธีการ”

“ภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีชีวิตชาวบ้าน ไม่ใช่หาอ่านได้จากหนังสือ”

นักวิจัย นักวิชาการ นักบริหารปกครอง ต้องทำความเข้าใจที่มาของภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิตชาวบ้าน ว่ามีความสัมพันธ์สอดคล้องกับธรรมชาติในพื้นที่อย่างไรเสียก่อน จึงจะสามารถวิเคราะห์หาแนวทางการพัฒนาพื้นที่ต่อไปได้ องค์ความรู้เหล่านี้มีความเฉพาะตัว ไม่สามารถหาอ่านจากหนังสือ หรือเปรียบเทียบผลการวิจัยจากท้องที่อื่นได้ ยกตัวอย่างเช่น ความเชื่อเรื่องการปลูกเรือนของชาวกะเหรี่ยงห้ามปลูกบนเนินคุ้งน้ำ เพราะผีแรง คนในบ้านจะตาย ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วจะพบว่า กระแสน้ำบริเวณคุ้งน้ำจะนิ่ง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ทำให้เป็นไข้ป่าตายได้ง่าย เป็นต้น

องค์ความรู้เหล่านี้ เป็นประสบการณ์สั่งสม ที่ชาวบ้านทดลองสังเกตเหตุและปัจจัยเป็นเวลานาน และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เช่น ความรู้ด้านสมุนไพร สภาพภูมิอากาศที่สัมพันธ์กับนิสัยสัตว์น้ำ ชาวประมงรู้ว่าจะวางลอบเมื่อไร จุดไหน ลอบควรมีตาถี่ห่างขนาดไหน เป็นต้น ซึ่งการจะได้มาซึ่งความรู้เหล่านี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หากจะให้นักวิจัยไปสำรวจศึกษาทดลองสังเกตด้วยตัวเองตั้งแต่ต้น

องค์ความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งที่เปราะบาง เปลี่ยนแปลงสูญหายได้ง่าย ตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น วิถีชีวิตชาวนาที่ดอน เคยอาศัยฤดูน้ำหลาก ขนของป่า และผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นล่องแม่น้ำไปขายและแลกเปลี่ยนสินค้าและรับจ้างตามเมืองริมน้ำ จนหมดช่วงน้ำหลาก ก็พายเรือทวนน้ำที่ไม่เชี่ยวนักกลับบ้านเมืองตัว ไปเก็บเกี่ยวข้าวนาดอนที่ปลูกไว้ตั้งแต่ต้นฤดู สุกพอดี ปัจจัยเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตอาจเป็นปัจจัยธรรมชาติ เช่น ของป่าหมด พันธุ์ข้าวนาดอนแปลงพันธุ์ หรือการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำ ทำให้ไม่มีฤดูน้ำหลากน้ำทรงอีกต่อไป หรือประดิษฐกรรมเครื่องจักรทันสมัย ที่สร้างเรือกลทุ่นแรง สามารถเดินทางได้ทุกช่วงเวลาตามใจชอบ เป็นต้น

องค์ความรู้เหล่านี้ แฝงตัวอยู่ในหลายลักษณะ เช่น นิทานพื้นบ้าน ขนบประเพณี ความเชื่อ หรือเรื่องเล่าสู่กันฟัง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ได้แก่ การเชื่อกันว่ามดขนไข่แสดงว่าฝนกำลังจะตกหนัก มดขนไข่ขึ้นสูงแค่ไหน คือน้ำท่วมแค่นั้น เป็นต้น นักวิจัยต้องสามารถวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของเหตุและปัจจัยทางธรรมชาติและวิถีชีวิตให้ได้ก่อน พิสูจน์ให้เห็นจริง (เพราะบางที่เหตุทางธรรมชาติเปลี่ยนไปตามกาลเวลา) แล้วจึงค่อยประยุกต์ใช้ความรู้จากการสังเกตธรรมชาติของชาวบ้าน มาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดทิศทางการพัฒนาต่อไป

เมื่อเข้าใจตรงกันแล้วว่า ข้อมูลทุกด้านเกี่ยวกับท้องถิ่นหนึ่ง ๆ เป็นสิ่งสำคัญจำเป็นต่อการวิเคราะห์หาแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นนั้น ๆ ในอนาคต และแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดคือ ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในพื้นที่นั้นมาเป็นเวลานานแล้วนั้น สิ่งที่เป็นประเด็นควรพิจารณาอย่างตั้งใจต่อไปคือ วิธีการได้มาซึ่งข้อมูล ซึ่งมักถูกมองข้ามว่าสามารถใช้วิธีตามที่เคยใช้มาได้เหมือนกันทุกกรณี เช่น สัมภาษณ์ ทำแบบสอบถาม จัดประชุมระดมสมอง เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงไม่ได้ง่ายเช่นนั้น นักวิจัย/ผู้สำรวจเก็บข้อมูล ต้องใช้หลักจิตวิทยา วิเคราะห์ได้ว่าสถานการณ์ไหน พื้นที่ไหน ใช้วิธีการแบบไหน เวลาเท่าไร บางกรณีที่แหล่งข้อมูลเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ หรือช่างฝีมือที่หวงวิชา ต้องเข้าใจว่าคนเหล่านี้จะไม่ค่อยพูดกับคนแปลกหน้า ดังนั้นผู้สำรวจต้องใจเย็น ให้เวลาทำความคุ้นเคยกับแหล่งข้อมูลสักระยะหนึ่งก่อน ซึ่งระยะเวลาที่กล่าวถึงนี้ก็แตกต่างกันไป ตามนิสัยของผู้คนในท้องถิ่นด้วย (มีบางครั้งที่ให้เวลาแล้วก็ไม่ได้รับความร่วมมือ จนผู้สำรวจต้องตัดหัวข้อนั้นทิ้ง ไปเลยก็มี)

“คนไทย ชอบจับเข่าคุยกัน ที่สภากาแฟ มากกว่า”

อีกประการหนึ่งที่เห็นว่าเป็นประเด็นที่ควรถกปัญหากัน คือ “การประชุมระดมมันสมอง” หรือการสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งเป็นวิธีการที่หน่วยงานราชการมัก (อ้างว่า) ใช้เป็นเวทีการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการวางแผนหรือตรวจสอบแผน หรืออะไรก็แล้วแต่ ในแง่หนึ่งเป็นที่เข้าใจได้ว่าข้อจำกัดด้านเวลาและงบประมาณ ทำให้หน่วยงานราชการต้องเลือกวิธีการที่สั้นกระชับที่สุด คือการจัดประชุม เชิญผู้เกี่ยวข้องมาพูดคุยกัน ระยะเวลาอย่างมากก็ 2-3 วัน ถ้าจำนวนผู้เข้าร่วมมากก็ต้องจัดที่โรงแรม ซึ่งอำนวยการความสะดวกมากกว่า แต่ในอีกแง่หนึ่ง หากพิจารณาถึงแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” มีนิสัยอย่างไร ยินดีที่จะยกมือแย่งไมโครโฟนกับวิทยากรในห้องประชุมหรูหราแบบนั้นหรือไม่ ผู้สำรวจเก็บข้อมูล/หน่วยงานราชการน่าจะทบทวนเรื่อง “วิธีการ” ในการได้มาซึ่งข้อมูลนั้นอีกครั้งหนึ่งอยู่ดี
บทความโดย คุณพิชญา บุญภินนท์ สถาปนิก กรมศิลปากร

เทรนด์ใหม่ (Trends)

เกาะติด Spring 2013 Fashion Week

         เรามีอัพเดทอินไซท์ของ เกาะติด Spring 2013 Fashion Week มาฝากคุณ

                                                            เกาะติด Spring 2013 Fashion Week 
                                   เกาะติด Spring 2013 Fashion Week - แฟชั่น - แฟชั่นคุณผู้หญิง - เคล็ดลับ - เทรนด์ใหม่ - อินเทรนด์ - แฟชั่นวัยรุ่น - นางแบบ - แฟชั่นโชว์ - นิตยสาร
                                                               Naomi Campbell
                                       เกาะติด Spring 2013 Fashion Week - แฟชั่น - แฟชั่นคุณผู้หญิง - เคล็ดลับ - เทรนด์ใหม่ - อินเทรนด์ - แฟชั่นวัยรุ่น - นางแบบ - แฟชั่นโชว์ - นิตยสาร
                                                                     Julianne Hough  
                                          เกาะติด Spring 2013 Fashion Week - แฟชั่น - แฟชั่นคุณผู้หญิง - เคล็ดลับ - เทรนด์ใหม่ - อินเทรนด์ - แฟชั่นวัยรุ่น - นางแบบ - แฟชั่นโชว์ - นิตยสาร
                                                                                 Carries 
                                            เกาะติด Spring 2013 Fashion Week - แฟชั่น - แฟชั่นคุณผู้หญิง - เคล็ดลับ - เทรนด์ใหม่ - อินเทรนด์ - แฟชั่นวัยรุ่น - นางแบบ - แฟชั่นโชว์ - นิตยสาร
                                                                                      Thakoon

         Top trends new

                         Black & Gold
           WHY WE LOVE IT
Achieving high-def depth with brocade, foil, leaf, sequins and embossed surfaces, black-and-gold alchemizes Renaissance, hippie, Asian, and modernist influences in spectacular ways. 

HOW TO WEAR IT
Let gold dominate. It's more fun and flattering. Do not let any other color come out to play with these two. No jewelry except for gold earrings. Find one knockout garment that will take you through the holiday and beyond. 

Photos: (left to right) Ralph Lauren, Roberto Cavalli, Prabal Gurung, Dolce & Gabbana

                      WHY WE LOVE IT



ข้อมูลแฟชั่น http://www.instyle.com/instyle/


                                                   

ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย

        ก่อนยุคโบราณที่จะสามารถบันทึกเป็นกระดาษอย่างปัจจุบัน คนสมัยก่อนใช้การบอกเล่าจดจำและขีดเขียน ในวิธีของตัวเองแล้วถ่ายทอดออกมาเป็น "สรรพวิชา" โดยวิชาส่วนใหญ่จะกล่าวถึงวิถีชีวิตการดำรงอยู่ เป็นเรื่องที่คนโบราณจะต้องใช้ ความสมดุล เข้าใจการเกิดดับ
                                ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย


               ความเข้าใจอย่างถ่องแท้กับปฎิกิริยา ปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัว จึงจะอยู่อย่างไม่ขัดแย้งกับ ธรรมชาติ สามารถนำประโยชน์จากพลังที่ซ่อนเร้นหรือที่เราเรียกว่า "พลังงาน" หากถูกนำมาใช้อย่างถูกทำนองคลองธรรมแล้ว ก็จะมีสุขภาพจิตใจและร่างกายสมบูรณ์จากพลังที่เรามองไม่เห็นดังที่กล่าวมา แล้ว


คนจีนจึงเป็นชนชาติหนึ่ง ที่มีเรื่องราวอันยาวนานมากว่า 5,000 ปี ที่เราสามารถเห็นการบันทึกของความช่างสังเกตุกับการดำรงอยู่เสมือนเป็นส่วน หนึ่งกับธรรมชาติมารวบรวมเป็นวิชา วิชาหนึ่ง ได้ ถูกบันทึกและถ่ายทอดมาเป็นตำรับตำราที่ยากกับการสอนสั่งเพราะมีความหวงแหน กันมาก แต่ก็ยังมีแอบถ่ายทอดกันยังรุ่นต่อรุ่น อย่างช้านาน


วิชานี้จึงว่าไว้ด้วย ศาสตร์ของการนำพลังงานจากที่เรามองไม่เห็น มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเลือกที่จะอยู่อย่างไม่ขวางเส้นทาง อันเกิดผลลัพธ์จากการเลือกทิศทางนั้น ให้เกิดโทษด้วยตัวเองหรือการเลือกชัยภูมิที่เรารู้จัก ผู้อยู่อาศัยจะเอาทิศทางใด อยู่แล้วเกิดความสบาย เป็นมงคลจะทำสิ่งใด ก็นำเอาทฤษฏีที่ถูกถ่ายทอดมานี่แหละมาทำการตัดสินใจเลือกให้เหมาะตรงกับหลัก การของทฤษฏี เมื่อได้ 2 สิ่งนี้แล้ว จึงได้ดูต่อถึงความเหมาะสม กับผู้ที่อยู่อาศัยว่าเหมาะหรือไม่ เพราะคนๆหนึ่ง อยู่สถานที่หนึ่งแล้วเกิดความโล่งสบาย ชีวิตก้าวหน้า แต่อีกคนหนึ่งเกิดเจ็บป่วย ชีวิตถดถอย ความสมดุลย์ในดวงชะตาแต่ละคนก็มีผลอย่างมาก


เมื่อได้ทุกสิ่ง เป็นอันครบ วันเวลาฤกษ์ยาม หรือที่เราเคยได้ยินว่า"ฟ้าเป็นใจ" การเคลื่อนตัวของสรรพสิ่ง ก็มีผลกระทบกับสิ่งที่เราได้เลือก โดยวันเวลาที่เกิดขึ้นนั้น เราลิขิตเองได้จากความสะดวกของเราเป็นหลักซึ่งปัจจุบันเป็นเช่นนั้น แต่ฤกษ์ยาม ในเชิงความรู้โบราณ ยังไปเกี่ยวเนื่องกับ พลังงาน เส้นทางการเคลื่อนตัวในสิ่งที่เรามองไม่เห็นเช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ความละเอียดช่างจดจำเรื่องราวเหล่านี้ มีความลงตัว สามารถอธิบายได้อย่างละเอียดทุกขั้นตอน เป็นวิทยาศาสตร์ เชิงลึก ที่นักวิทยาศาสตร์ กว่าจะค้นพบและเอาความสามารถที่คนโบราณค้นพบได้ทีหลังมาบัญญัติให้เป็นวิชา นี้ เราเรียกวิชานี้ว่า "ฮวงจุ้ย"


ฮวงจุ้ย จึงกล่าวถึง "ชัยภูมิ ทำเล ดวงชะตา และฤกษ์ยาม" ประกอบเป็น หนึ่งวิชา แรงยึดเหนี่ยวหรือแรงโน้มถ่วงในโลกใบนี้ คนจีนโบราณจึงได้ค้นพบ และอาศัยการอยู่แบบกลมกลืนกับสนามแม่เหล็กนี้มาช้านาน ตำแหน่งใด ส่งเสริม ตำแหน่งใด ขัดแย้ง ซึ่งวิชานี้สามารถอธิบายและใช้อิทธิพลนี้ เพื่อส่งผลถึงการอยู่ของคนมีชีวิต และผู้ที่ล่วงลับก็จะสะท้อนได้มาถึงคนมีชีวิต มันมีผลแน่นอน


หากมองถึงสิ่งรอบตัว ทุกอย่างมีสัมพันธภาพเกี่ยวเนื่อง เป็นเรื่องเดียวกัน หาต้นหรือ จับปลาย ก็กลายเป็นเรื่องเดียวหาจากวิธีไหนหรือจะหาอย่างไร สุดท้ายผลลัพธ์ ย่อมเหมือนกัน จึงเรียกได้ว่า เป็นศิลปะทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างแท้จริงในความรู้โบราณจีน


หากคุณผู้อ่านสนใจศาสตร์ของฮวงจุ้ย มีกิจกรรมของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กลุ่มเฟอร์นิเจอร์) ร่วมกับ สมาคมเครื่องเรือนไทย มอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าโดยนำเสนอ การบรรยาย เรื่อง การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ตามหลักฮวงจุ้ย จาก เหล่าซือ ตั้งกวงจือ ซินแส ชื่อดังจากจีนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์นานกว่า 20 ปี ในงาน TFIC 2011 วันที่ 16 กันยายน 2554 เวลา 16.00 - 17.30 น. ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี


สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรคุณหน่อย 081-827-0709


เหล่าซือตั้งกวงจือ

ที่มา http://lifestyle.th.msn.com/home/inspire/article.aspx?cp-documentid=5371436

ไอเดียสด ลดการจ่าย

            ปฏิวัติความสดชื่นกับการตกแต่งบ้าน ด้วยวิธีที่แสนง่าย โดยที่ไม่จำเป็นต้องวางแผนการอันใหญ่โตให้สิ้นเปลืองงบประมาณ

                    ไอเดียสด ลดการจ่าย


             เพียงแค่ต้องการหลีกหนีความจำเจ เพราะบางครั้ง วิธีที่บรรเจิดก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา หากสลัดมันออกได้ ก็จะพบว่าหนทางมันง่ายนิดเดียวแค่เพียงดีดนิ้ว ดังนั้น มาดูวิธีดังกล่าวกันดีกว่า ว่าจะเจ๋งดังว่ารึเปล่า หากอยากเปลี่ยนแปลงความสดใหม่ในบ้านหลังเก่า ก็ต้องลองดู

ก่อนอื่นมาเริ่มกันที่ห้องนอน หากเตียงนอนของคุณเป็นแบบมีเฮดบอร์ด (ผนังหัวเตียงนั่นแหละ) ควรลอกคราบมันซะ ด้วยการเปลี่ยนสีใหม่ที่สดใสกว่า ไม่ว่าวัสดุจะเป็นผ้า หนัง หรืออะไรก็แล้วแต่ ควรเปลี่ยนมันซะใหม่ เพราะกาลเวลามันอาจจะทำให้ดูโทรมซะเหลือเกิน หากอยากจะหลับฝันดีก็ควรจัดการมันซะใหม่ คุณสามารถที่จะใช้ได้ทุกสี แต่ถ้าจะให้ดี มีความสดใส เพื่อเปลี่ยนลุคกันไปเลย ควรเลือกสีสดจี๊ด อย่างเช่น สีแดง สีเหลือง สีส้ม สีเขียว เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ไม่มีเตียงลักษณะดังกล่าวก็อย่าสิ้นหวัง เพราะคุณสามารถเติมลุคใหม่ให้สดใสกว่า ด้วยการเลือกหาชุดเครื่องนอนสีเจิดจ้าได้เช่นกัน อย่างเช่น ชุดเครื่องนอนที่เป็นสีพื้น แต่จับคู่สีที่เข้ากัน อย่าง ผ้าปูที่นอนสีเหลืองกับปลอกหมอนสีเทา หรือ ผ้าปูที่นอนสีน้ำเงินกับปลอกหมอนสีขาว เป็นต้น

                            ไอเดียสด ลดการจ่าย


โหมดโลเทด

     โยกย้าย ส่ายสะโพก โยกย้าย การหมุนเวียนการใช้เฟอร์นิเจอร์จากห้องปัจจุบันไปสู่ห้องอื่น เป็นทางออกที่เจ๋งสุด ในการเปลี่ยนลุคใหม่ด้วยวิธีประหยัดสุด เพราะเฟอร์นิเจอร์เดิมๆ ที่อยู่ในห้องเดิมๆ ค้างเติงมาเป็นแรมปี มันช่างดูน่าเบื่อ หากสลับมันไปอยู่ห้องอื่นดูบ้างก็เข้าที อย่างเช่น พรมในห้องนอน อาจสลับไปอยู่ที่ห้องทำงาน หรือพรมในห้องรับแขก อาจสลับไปอยู่ในห้องน้ำ หรือ ห้องครัว เป็นต้น นอกจากนี้ คุณยังสามารถสลับเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น เก้าอี้ โซฟา ม้านั่ง หมอนอิง เป็นต้น
จ่ายเพียงนิด เพื่อความสด

ผนังเดิมๆ อาจดูหน้าเบื่อ แต่จะให้หาอะไรมาแขวนก็ดูรำคาญเพราะห้องมีพื้นที่อันจำกัด หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อยู่ล่ะก็ ทางออกคือ ลองหาวอลล์เปเปอร์เก๋ๆ ผืนเล็กมาตกแต่งดูซิ เอาเพียงแค่ด้านเดียว หรือมุมเล็กๆ มุมเดียวก็พอ รับรองลุคของห้องจะเปลี่ยนไป แบบสดใสถึงใจจริงๆ

                          ไอเดียสด ลดการจ่าย
 เสริมเติมสวย

สำหรับสิ่งเดิมๆ ที่มีอยู่ อาจจะดูจำเจไปแล้ว อย่างเช่น ผ้าม่าน ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่เดือนกี่ปี ก็ยังดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากจะซื้อใหม่ก็เสียดายของเก่า ดังนั้น คุณต้องใช้ฝีมือที่มีอยู่กันหน่อยแล้วหล่ะ ซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นจนเกินไปนัก เพียงแค่หาสายรัดสวยๆ ไม่ว่าจะทำเอง หรือหาซื้อมาก็ได้ มารวบมันให้เป็นระเบียบ หรืออีกวิธีหนึ่งก็หาผ้าโปร่งแสง แบบพริ้วๆ หน่อย มากั้นซ้อนเป็นอีกชั้นหนึ่ง มันก็ช่วยให้ดูห้องของคุณเปลี่ยนไปได้เช่นกัน

บานสะพรั่ง

เติมแจกันดอกไม้ให้กับห้องต่างๆ บ้าง เพื่อความมีชีวิตชีวา เพราะเพียงดอกไม้แค่ไม่กี่ดอก มันสามารถที่จะเปลี่ยนอารมณ์ได้ดีทีเดียว แค่เพียงเลือกแจกันใบโตสักหน่อยพร้อมดอกไม้ช่อใหญ่ อย่างเช่น ดอกโบตั๋น ดอกดาหลา หรือแม้กระทั่งดอกกุหลาบ แต่ควรเลือกดอกไม้ที่มีความแข็งแรง ทนทาน อยู่สักหน่อย จะได้อยู่ได้หลายๆ วัน

ใส่ใจรายละเอียด

เรื่องเล็กๆ อย่างบานประตูตู้เสื้อผ้า ที่หลายคนมักจะมองข้าม แต่หากคุณลองเปลี่ยนสีมันซะใหม่ เชื่อไหมว่า มันสามารถสร้างสัมผัสที่สดใสได้ทุกครั้งที่เปิดใช้เลยทีเดียว แถมยังเป็นการหลีกหนีความจำเจชั้นยอดอีกด้วย

Written by Omyim

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info

ติดตามบทความ ตกแต่ง หรืออ่าน แมกกาซีน

(ติดต่อขอใช้บทความที่ฝ่ายการตลาด)

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info
                  : ้http://lifestyle.th.msn.com/home/yourstyle/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%94-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2

EcoDesign คืออะไร

       การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Economic & Ecological Design หรือ EcoDesign) เครื่องมือสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การขยายตัวของประชากรและการพัฒนาทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ก่อให้เกิดการขยายตัวของกิจกรรมและเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการและอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ ในขณะเดียวกันกิจกรรมและผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นฐานในการผลิตและการพัฒนา จึงก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน

การจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีควรเน้นนโยบายเชิงรุกซึ่งนโยบายดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผสมผสานวิธีการและทางเลือกหลายรูปแบบที่เหมาะสม โดยมีแนว- คิดว่าการพัฒนาสิ่งแวดล้อมจะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน



ปัจจุบันโลกให้ความสนใจกับการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Economic & Ecological Design; EcoDesign or Green Design) ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งของการจัดการเชิงรุก กล่าวคือ เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการลดกากของเสีย ยืดระยะเวลาการใช้งาน และเพิ่มปริมาณการนำกลับมาใช้ใหม่ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียที่จะตามมาภายหลังตลอดช่วงชีวิตของผลิตภัณฑ์หรือบริการ
  ความสำคัญของ EcoDesign มิใช่เป็นเพียงแค่แนวทางในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือการจัดการเชิงรุกในด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในแง่ของการค้าและการส่งออกอีกด้วย เนื่องจากสังคมในโลกปัจจุบันโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหภาพยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่นให้ความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงมีข้อกำหนดและกฎระเบียบทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น ระเบียบว่าด้วยการจัดการเศษเหลือทิ้งจากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE), ระเบียบว่าด้วยการห้ามใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (RoHS), ระเบียบเกี่ยวกับการใช้สารเคมีในผลิตภัณฑ์ต่างๆ (REACH), ระเบียบเกี่ยวกับการจัดการซากของยานยนต์ (ELV) เป็นต้น เท่ากับว่าผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าที่ทำการค้าขายกับประเทศต่างๆเหล่านี้ จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลุ่มผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้นกลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าจำพวก เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หลายฝ่ายเริ่มมองหาแนวทางการแก้ไขซึ่ง EcoDesign ก็เป็นคำตอบที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยเกิดการตื่นตัวและมีความจำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ด้านนี้ต่อไป

ความหมายของการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Economic & Ecological Design หรือ EcoDesign) เป็นกระบวนการที่ผนวกแนวคิดด้านเศรษฐศาสตร์และด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปในขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยพิจารณาตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) ตั้งแต่ขั้นตอนการแผนผลิตภัณฑ์ ช่วงการออกแบบ ช่วงการผลิต ช่วงการนำไปใช้ และช่วงการทำลายหลังการใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในแต่ละขั้นตอนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน โดยส่งผลดีต่อธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวทางนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development)

แนวคิดด้านการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ในอดีตที่ผ่านมา การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้นจะมุ่งเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้ผลิตเป็นสำคัญ โดยเน้นพิจารณาต้นทุน หน้าที่ ความสวยงาม และความปลอดภัยเป็นหลัก แต่จากแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่แนวคิดผลิตภัณฑ์ยั่งยืน ทำให้มุมมองการออกแบบผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลงไปสู่แนวคิดที่มีการพิจารณาด้านอื่นๆมากขึ้นนั่นคือการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และจริยธรรมเพิ่มเติมขึ้นมา ทำให้การออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ขยายไปสู่แนวคิด EcoDesign จริงๆ แล้วแนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะถูกนำมาพิจารณาครั้งแรกในปี 1980 ในการประชุม World Conversation Strategy

ประเด็นขับเคลื่อนแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่แนวคิดผลิตภัณฑ์ยั่งยืน เกิดจากแนวคิดในการบริโภคและการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางเศรษฐศาสตร์และสังคม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • แนวคิดการบริโภคและการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป
เนื่องจากประชาชนให้ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ประเทศที่พัฒนาแล้วจึงให้ความสนใจกับปัญหานี้เป็นอย่างมากโดยให้ความรู้กับประชาชนในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ความต้องการ EcoProduct สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วจึงมีอัตราสูงมาก นอกจากนั้นภาครัฐของประเทศเหล่านี้ต่างช่วยกันผลักดันให้ใช้ EcoProduct โดยการเอานโยบายรัฐมาเป็นตัวกำหนด เช่น งบประมาณในการจัดซื้อของรัฐต้องพิจารณา EcoProduct ก่อนเป็นอันดับแรก เป็นต้น
  • การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี
ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสามารถของเทคโนโลยีก็เพิ่มขึ้นด้วย แต่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นผู้ออกแบบต้องตระหนักเสมอว่า ผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน ผลิตภัณฑ์อาจเหมาะสำหรับคนที่ใช้เท่านั้นแต่เกิดผลกระทบต่อคนอื่น ดังนั้น หากจะมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว ต้องมองในภาพกว้างถึงผลกระทบที่อาจตามมา และปลูกฝังแนวคิดทางด้านสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์
  • การเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางด้านเศรษฐศาสตร์และสังคม
เนื่องจากเทคโนโลยีได้ย่อโลกไว้ทำให้เกิดห่วงโซ่อุปทานไปทั่วโลก ดังนั้นธุรกิจหนึ่งๆจะมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วโลก การที่ประชากรหันมาตระหนักถึงปัจจัยทางด้านคุณภาพชีวิตมากขึ้น จึงทำให้เกิดความต้องการ EcoProduct ไปทั่วโลก ดังนั้นในปัจจุบันหลายๆประเทศจึงให้ความสำคัญและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ประเภท EcoProduct ด้วยการให้สิทธิประโยชน์กับสินค้านำเข้าที่มีฉลากสิ่งแวดล้อม (Eco-label) หรือระบุให้ผลิตภัณฑ์ต้องมีตารางผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแสดงให้ผู้บริโภคทราบ เป็นต้น


หลักการพื้นฐานของการทำ EcoDesign คือ การประยุกต์หลักการของ 4Rs ในทุกช่วงของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ ได้แก่ การลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการซ่อมบำรุง (Repair) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันดังแสดงในรูป

การนำ EcoDesign มาประยุกต์ใช้ จะคำนึงถึงกลไก (EcoDesign Strategy) ใน 7 ด้านหลักคือ


  1. ลดการใช้วัสดุที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Reduction of low-impact materials)
  2. ลดปริมาณและชนิดของวัสดุที่ใช้ (Reduction of materials used)
  3. ปรับปรุงกระบวนการผลิต (Optimization of production techniques)
  4. ปรับปรุงระบบการขนส่งผลิตภัณฑ์ (Optimization of distribution system)
  5. ปรับปรุงขั้นตอนการใช้ผลิตภัณฑ์ (Optimization of impact during use)
  6. ปรับปรุงอายุผลิตภัณฑ์ (Optimization of initial lifetime)
  7. ปรับปรุงขั้นตอนการทิ้งและทำลายผลิตภัณฑ์ (Optimization of end-of-life)

ประโยชน์ของการทำ EcoDesign

  1. เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะส่งผลดีต่อธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวทางนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development)
  2. เพื่อสร้างผลกำไรให้กับองค์กรโดยการนำกระแสความต้องการสินค้า และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นจุดเด่นในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
  3. สามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตจากการลดปริมาณวัตถุดิบ หีบห่อ การใช้พลังงานในการผลิตสินค้าและบริการ
  4. สามารถนำวัสดุหรือชิ้นส่วนกลับมาใช้ได้ใหม่โดยการปรับปรุงผลิตภัณฑ์จากการออกแบบ
  5. เพื่อป้องกันปัญหาการใช้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นกำแพงทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-tariff Barrier; NTB) และรองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบทางด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆที่มีความเข้มงวดจากประเทศพัฒนาแล้ว เช่น  WEEE, RoHS, EuP เป็นต้น
  6. ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรและผลิตภัณฑ์


Green Design


Green design คือ การออกแบบ โดยคำนึงถึง การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด คือ
เช่น
1. ออกแบบงานให้ใช้ สีพื้นน้อยที่สุด
2. งด การเคลือบพลาสติก โดยใช้ การอาบวานิช แทน
3. งดการปั๊มฟลอยส์สีต่างๆ
4. งานกล่อง–ลดการติดกาวโดยใช้เทคนิคการเสียบเกี่ยวกระดาษ


            ธรรมชาติเป็นทรัพยากรที่มนุษย์ทุกคนปฎิเสธไม่ได้ค่ะว่ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต มนุษย์เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติมาตั้งแต่อดีต และธรรมชาติยังทำให้โลกมีความสมดุล ทำให้โลกมีบรรยากาศที่ดีและยังช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย
           Green design คือ การออกแบบที่นำเอาธรรมชาติมาใช้ในงาน หรือการนำเอางานออกแบบเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ การที่จะนำธรรมชาติเข้ามาใช้ในงานออกแบบนั้นต้องเป็นสิ่งที่มีชีวิต ถึงจะเรียกว่าเป็น Green design แต่ก็มีข้อยกเว้นค่ะว่า ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติ ใช้วัสดุธรรมชาติก็จัดว่าเป็น Green design ในลักษณะและรูปแบบของ Green design นั้น ทำให้เป็นที่น่าสนใจและเป็นที่นิยมมากของนักออกแบบชื่อดังค่ะ เพราะนักออกแบบทั้งหลายก็ต่างต้องการที่จะให้มนุษย์ได้อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติเช่นกัน หลายๆคนนะคะอาจคิดว่านักออกแบบหรือที่เรียกกันว่าสถาปนิกเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นต้นเหตุที่ทำลายธรรมชาติอย่างมาก แต่เราก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วนะคะว่าเราพยายามจะหาวิธีแก้ไขเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ในงานอกแบบภายในเป็นงานที่สามารถนำแนวความคิดแบบ Green design มาใช้ได้ดีค่ะเพราะว่าคนส่วนมากต้องการที่จะอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น ในถานะที่เราเป็นนักออกแบบภายในเราต้องนำธรรมชาติมาใช้ในงานไม่มาก็ก็น้อย แต่ดิฉันคิดว่าที่อยู่อาศัยถ้าขาดความเป็นธรรมชาติหรือสีเขียวของใบไม้แล้วคงไม่น่าอยู่เป็นแน่ วิธีที่จะทำให้ธรรมชาติเข้ามาอยู่ในบ้านของเรานั้นทำได้ง่ายเช่น การทำสวนหลังคา เป็นการนำต้นไม้ประดับต้นเล็กๆไปปลูกบนหลังคา ให้เป็นสวนสำหรับพักผ่อนส่วนตัว หรือถ้าใครที่สามารถนำต้นไม้ต้นใหญ่ไปปลูกก็จะเป็นร่มเงาให้พักพิงเชียวแหละ แต่บ้านของต้องมีโครงสร้างที่แข็งแรงด้วยนะคะ หรือถ้าไม่แน่ใจว่าบ้านของคุณแข็งแรงหรือม่ก็ควรปรึกษาผู้รู้ อาจเป็นสถาปนิกหรือวิศวกรก็ได้ค่ะ ในการปลูกสวนหลังคาเป็นประโยชน์เลยค่ะ เพราะช่วยใหเรามีสวนที่น่านั่งและเป็นส่วนตัวแล้วยังทำให้บ้านของเราเย็นอีกด้วยและที่ขาดไม่ได้เลยของประโยชน์นี้คือ ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างมากค่ะ เห็นมั้ยล่ะคะว่าGreen design นั้นมีประโยชน์มากมาย
Green design เป็นแนวความคิดในการออกแบบที่ดีเลยใช่มั้ยคะ เพราะเป็นการไม่ทำลายธรรมชาติ แถมยังเป็นการรู้จักนำเอาธรรมชาติมาใช้ในงาน จึงทำให้งานออกแบบนั้นเกิดความน่าสนใจและสมบูรณ์อีกด้วย Green design ยังเป็นการช่วยลดสภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี และช่วยให้มนุษย์ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติรู้จักอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันนี้ธรรมเริ่มจะร่อยหรอลงไปทุกที แนวความคิดนี้เป็นวิธีการใหม่ ที่กำลังเป็นที่นิยมนักออกแบบมากขึ้นค่ะ ยังไงก็หันมาใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น

                          

ที่มา    http://lady500.blogspot.com/2010/05/green-design.html


 


Sustainable คืออะไร

         
                Sustainable หรือ Sustainability แปลว่า ยั่งยืน พวกเราคงได้เห็น และ ฟังคำนี้ บ่อยมากในช่วง 2-3 ปีนี้ ตั้งแต่มีวิกฤตเศรษฐกิจ ในอเมริกา และ ยุโรป ทำให้ รัฐบาลต่างๆ บริษัท เอกชน องค์กร ต่างๆ ตระหนัก ถึง การพัฒนา ที่ยั่งยืน ไม่ใช้การพัฒนา แต่วัตถุ ดูแต่ GDP ของประเทศ ว่า สูงเท่าไร หรือ แต่ละคน ดูว่า ใครมีบ้านหลังใหญ่ ใครขับรถแพงกว่ากัน ซึ่งเป็นการสร้างความเจริญทาง วัตถุ มากเกินไป ทำให้ ค่าของความเป็นคน น้อยลง ความสุขก็น้อยลง คนฉลาดมาก ก็เอาเปรียบมาก โกงมาก โดยเฉพาะ การที่คนเก่ง จำนวนมาก ไปทำงานด้าน finance แทนที่จะไปเป็น แพทย์ หรือ วิศวกรในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ เขาสามารถหาวิธีโกง ในการธุรกรรมทางการเงิน ที่ตรวจสอบได้ยาก เป็นเหตุผลที่ทำให้ เศรษฐกิจ ของอเมริกาและยุโรป มีปัญหาใน 2-3 ที่ผ่านมา การพัฒนา ที่ ยั่งยืน (sustainability) จะต้องคำนึงถึงความสุขของ ทุกคนในสังคม และ สภาวะ บรรยากาศของโลก ไม่ก่อมลภาวะที่ทำให้โลกร้อน ปัจจุบัน บริษัทเอกชน รายใหญ่ๆจำนวนมาก อาทิ ปตท ,SCG ฯลฯ จะมีนโยบายในการบริหารแบบ ยั่งยืน คือเน้นความสุขของพนักงานเป็นหลัก, ความมั่งคงของสังคม, ลดภาวะโลกร้อน และ มีการทำ CSR (corporate social responsility) โดยการดำเนินการช่วยเหลือ สังคมและดำเนินกิจกรรมช่วยลดโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง เราทุกคนควรจะคำนึงถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน อยู่อย่างพอเพียงตามพระราชดำรัสของในหลวง ช่วยกันรักษาโลกใบนี้ ให้ลูกหลานของเราได้อาศัยต่อไปชั่วนิรันทร์
http://www.classifiedthai.com/content.php?article=17215

                   
                          
                     
               
              "Sustainability" หรือ "ความยั่งยืน" ในเชิงสิ่งแวดล้อม คือคำที่ฮิตติดปากอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์และทีวีในต่างประเทศในขณะนี้ และผมเชื่อว่าคำคำนี้แหละจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดการดำเนินชีวิต การผลิต ระบบเศรษฐกิจ และธุรกิจในทศวรรษข้างหน้า โดยที่หลายๆ ท่านอาจจะคาดไม่ถึง

ปัญหา Global warming และ Climate change รวมถึงการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ได้กลายเป็นหัวข้อทางสังคมที่สำคัญที่สุดในระดับนานาชาติอยู่ในขณะนี้ ว่าไปแล้วหัวข้อดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยล่าสุดจำนวนมาก บ่งชี้ให้เห็นว่า ระบบนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมของโลกนั้น ไม่สามารถรองรับการบริโภคและไลฟ์สไตล์ของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ได้

รายงานการวิจัย Living Planet Report ของ WWF ชิ้นล่าสุดระบุว่า จากตัวเลขในปี 2003 มนุษย์เราบริโภคทรัพยากร ธรรมชาติมากถึง 25% เกินกว่าที่ระบบนิเวศ วิทยาจะสามารถทำการผลิตเพื่อทดแทนได้ และถ้าอัตราการบริโภคส่วนเกินนี้ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2050 การบริโภคส่วนเกิน จะสูงถึง 100% ของความสามารถในการผลิตเพื่อทดแทนของระบบนิเวศวิทยา หรือพูดง่ายๆ ว่า เราจำเป็นต้องมีโลกถึง 2 ใบ เพื่อเป็นฐานการผลิตทรัพยากรธรรมชาติให้กับประชากรโลก แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าโลกเรานั้นมีจำนวนจำกัดแค่ 1 ใบ

และจากรายงานการศึกษาล่าสุดของเซอร์นิโคลัส สเติร์น อดีตหัวหน้านักเศรษฐ-ศาสตร์ของธนาคารโลกชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ไปทั่วโลก ระบุว่าการละเลยการแก้ปัญหา Global warming และ Climate change ในวันนี้ จะนำไปสู่มหันตภัยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในอนาคต นอกจากนั้นต้นทุนในการแก้ปัญหาดังกล่าวยังต่ำมากเมื่อเทียบกับผลเสียที่จะได้รับถ้าเรายังหลีกเลี่ยงการแก้ปัญหาอันนี้อยู่

และด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้เองที่ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เป็นปัญหาบนหน้ากระดาษเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับผู้คนทั่วไปอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาที่แท้จริงที่มนุษยชาติจำต้องเผชิญในทศวรรษข้างหน้า และเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการเยียวยาอย่างเร่งด่วนอย่างไม่มีทางเลือก

รัฐบาลในประเทศตะวันตกหลายประเทศ ก็ได้ประกาศการต่อสู้ปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง รัฐบาลอังกฤษก็เพิ่งประกาศว่า เขาพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้นำในการต่อสู้กับปัญหานี้ โดยรัฐบาลอังกฤษกำลังอยู่ในช่วงร่างกฎหมายภาษีสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า "Green tax" ขึ้นมา โดยคาดว่าจะทำการจัดเก็บกับกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ที่ปล่อย Greenhouse gas ออกมา ไม่ว่าจะเป็นจากรถยนต์ เครื่องบิน และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนในฝรั่งเศสเองก็จะทำการเก็บภาษีชนิดคล้ายๆ กันกับรถยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป

ส่วนในนิวซีแลนด์เอง นายกรัฐมนตรีเฮเลน คลาร์ก ก็เพิ่งประกาศว่า จะนำพานิวซีแลนด์ให้เป็นประเทศแรกในโลก ที่เป็น "Truly sustainable" โดยจะส่งเสริมการพัฒนาและการผลิตพลังงานชีวภาพ และ Renewable Energies ในรูปแบบอื่นๆ (เช่น พลังงานลม และน้ำ) รวมถึงการลดปริมาณขยะและการปล่อยของเสียในรูปแบบอื่นๆ

ในทศวรรษข้างหน้านี้นโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นนโยบายที่ทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในระดับรัฐบาลและระหว่างประเทศ โดยผมคงไม่แปลกใจมากนัก ถ้าในอนาคตเป้าหมายทางสิ่งแวดล้อมจะเป็นเป้าหมายหนึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศเหมือนเป้าหมาย ทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ซึ่งเป็นตัวกำหนดแนวทางการดำเนินชีวิต ระบบเศรษฐกิจ ระบบการผลิต และการดำเนินของ ธุรกิจโดยทั่วไปในปัจจุบัน

นอกเหนือจากความพยายามของภาครัฐ ภาคธุรกิจและเอกชนในต่างประเทศก็เริ่มทำการปรับตัวกับปัญหานี้ด้วยเช่นกัน โดยเริ่มลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อนำมาใช้ในธุรกิจของตน อย่างเช่น เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ เจ้าของกลุ่มบริษัท Virgin Group ก็ตัดสินใจทุ่มเงินลงทุนมหาศาลถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพลังงานชนิดใหม่เพื่อทดแทนการใช้น้ำมันและถ่านหิน

โดยอันที่จริงแล้ว Virgin Group ก็เพิ่งลงทุนถึง 400 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการจัดตั้งบริษัท Virgin Fuels ขึ้นมา ซึ่งบริษัท Virgin Fuels จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา Biofuels ที่จะนำมาใช้ในธุรกิจสายการบินและรถไฟของ Virgin Group นั่นเอง และคงไม่น่าแปลกใจว่าถ้าวันหนึ่ง Virgin ประสบ ความสำเร็จในการพัฒนา Biofuels ที่ใช้กับธุรกิจของเขาขึ้นมาจริงๆ สายการบินและรถไฟในเครือ Virgin ก็คงเป็นสายการบินและบริษัทรถไฟยอดฮิตที่ใครๆ ก็นิยมใช้

ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม เหล่านี้มักต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่และไม่ได้เกิดขึ้นได้ในภายระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นถ้ามองในเชิงกลยุทธ์การลงทุนในเทคโนโลยีด้านนี้คงไม่ได้เป็นเพียงแค่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจเท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้าม กลับจะเป็นการสร้างความได้เปรียบทาง เทคโนโลยีให้ธุรกิจเหล่านั้นไปในตัว ซึ่งความได้เปรียบอันนี้อาจมีมูลค่ามหาศาลในยุคโลกร้อนก็เป็นได้

นอกจากนั้นใคร จะรู้ได้ว่าความได้เปรียบ ในเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม เหล่านี้ ก็อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดระบบการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศด้วยเช่นกันยกตัวอย่าง เช่น ในยุคโลกร้อน หลายประเทศก็อาจจะตัดสินใจไม่นำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ Energy Efficient หรือทำการจัดเก็บภาษีนำเข้าระดับสูงกับยานพาหนะที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งจัดเก็บภาษี นำเข้ากับสินค้าที่ผลิตโดยประเทศที่ปล่อย Greenhouse gas เกินขนาด คงไม่มีใครกล้ารับประกันได้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า

ตัวอย่างการลงทุนที่น่าสนใจอันหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันก็คือ การจัดตั้งกองทุนรวม Living Planet Fund ในประเทศ ลักเซมเบิร์ก ซึ่งจัดตั้งโดยบริษัท Living Planet Fund Management และบริหารโดย UBS Global Asset Management ซึ่งกองทุนรวมนี้เลือกลงทุนเฉพาะในบริษัทชั้นนำในประเทศต่างๆ ที่มีนโยบายเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือกับปัญหาสังคมด้านอื่นๆ ซึ่งถ้า trend ในการลงทุนรูปแบบนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คงจะสร้างผลกระทบให้กับบริษัทที่ไม่ได้ทำการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมมาแต่เนิ่นๆ

ดังนั้นความล้าหลังในเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมนั้น นอกจากจะไม่ช่วยโลกของเราในวันนี้แล้ว ยังอาจหมายถึงผลเสียกับธุรกิจ การค้า การลงทุน และระบบเศรษฐกิจโดยรวม ในอนาคตอีกด้วย ในทางตรงข้าม ความได้เปรียบในเทคโนโลยีด้านนี้ก็อาจเป็นคำตอบ ของประเทศผู้ส่งออกอย่างบ้านเราในการแข่งขันกับประเทศที่มีค่าแรงต่ำก็เป็นได้ เพราะใครจะรู้ได้ว่า คลื่นลูกที่สี่ที่อาจเกิดขึ้นในทศวรรษข้างหน้า อาจเป็นคลื่นของความ "ยั่งยืน" ในเชิงสิ่งแวดล้อมนั่นเอง

ขอขอบคุณภาพประกอบบทความจาก NASA และ NSSDC และจากไร่องุ่น Pegasus Bay, New Zealand
ที่มา http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=54250