วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

ไอเดียสด ลดการจ่าย

            ปฏิวัติความสดชื่นกับการตกแต่งบ้าน ด้วยวิธีที่แสนง่าย โดยที่ไม่จำเป็นต้องวางแผนการอันใหญ่โตให้สิ้นเปลืองงบประมาณ

                    ไอเดียสด ลดการจ่าย


             เพียงแค่ต้องการหลีกหนีความจำเจ เพราะบางครั้ง วิธีที่บรรเจิดก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา หากสลัดมันออกได้ ก็จะพบว่าหนทางมันง่ายนิดเดียวแค่เพียงดีดนิ้ว ดังนั้น มาดูวิธีดังกล่าวกันดีกว่า ว่าจะเจ๋งดังว่ารึเปล่า หากอยากเปลี่ยนแปลงความสดใหม่ในบ้านหลังเก่า ก็ต้องลองดู

ก่อนอื่นมาเริ่มกันที่ห้องนอน หากเตียงนอนของคุณเป็นแบบมีเฮดบอร์ด (ผนังหัวเตียงนั่นแหละ) ควรลอกคราบมันซะ ด้วยการเปลี่ยนสีใหม่ที่สดใสกว่า ไม่ว่าวัสดุจะเป็นผ้า หนัง หรืออะไรก็แล้วแต่ ควรเปลี่ยนมันซะใหม่ เพราะกาลเวลามันอาจจะทำให้ดูโทรมซะเหลือเกิน หากอยากจะหลับฝันดีก็ควรจัดการมันซะใหม่ คุณสามารถที่จะใช้ได้ทุกสี แต่ถ้าจะให้ดี มีความสดใส เพื่อเปลี่ยนลุคกันไปเลย ควรเลือกสีสดจี๊ด อย่างเช่น สีแดง สีเหลือง สีส้ม สีเขียว เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ไม่มีเตียงลักษณะดังกล่าวก็อย่าสิ้นหวัง เพราะคุณสามารถเติมลุคใหม่ให้สดใสกว่า ด้วยการเลือกหาชุดเครื่องนอนสีเจิดจ้าได้เช่นกัน อย่างเช่น ชุดเครื่องนอนที่เป็นสีพื้น แต่จับคู่สีที่เข้ากัน อย่าง ผ้าปูที่นอนสีเหลืองกับปลอกหมอนสีเทา หรือ ผ้าปูที่นอนสีน้ำเงินกับปลอกหมอนสีขาว เป็นต้น

                            ไอเดียสด ลดการจ่าย


โหมดโลเทด

     โยกย้าย ส่ายสะโพก โยกย้าย การหมุนเวียนการใช้เฟอร์นิเจอร์จากห้องปัจจุบันไปสู่ห้องอื่น เป็นทางออกที่เจ๋งสุด ในการเปลี่ยนลุคใหม่ด้วยวิธีประหยัดสุด เพราะเฟอร์นิเจอร์เดิมๆ ที่อยู่ในห้องเดิมๆ ค้างเติงมาเป็นแรมปี มันช่างดูน่าเบื่อ หากสลับมันไปอยู่ห้องอื่นดูบ้างก็เข้าที อย่างเช่น พรมในห้องนอน อาจสลับไปอยู่ที่ห้องทำงาน หรือพรมในห้องรับแขก อาจสลับไปอยู่ในห้องน้ำ หรือ ห้องครัว เป็นต้น นอกจากนี้ คุณยังสามารถสลับเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น เก้าอี้ โซฟา ม้านั่ง หมอนอิง เป็นต้น
จ่ายเพียงนิด เพื่อความสด

ผนังเดิมๆ อาจดูหน้าเบื่อ แต่จะให้หาอะไรมาแขวนก็ดูรำคาญเพราะห้องมีพื้นที่อันจำกัด หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อยู่ล่ะก็ ทางออกคือ ลองหาวอลล์เปเปอร์เก๋ๆ ผืนเล็กมาตกแต่งดูซิ เอาเพียงแค่ด้านเดียว หรือมุมเล็กๆ มุมเดียวก็พอ รับรองลุคของห้องจะเปลี่ยนไป แบบสดใสถึงใจจริงๆ

                          ไอเดียสด ลดการจ่าย
 เสริมเติมสวย

สำหรับสิ่งเดิมๆ ที่มีอยู่ อาจจะดูจำเจไปแล้ว อย่างเช่น ผ้าม่าน ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่เดือนกี่ปี ก็ยังดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากจะซื้อใหม่ก็เสียดายของเก่า ดังนั้น คุณต้องใช้ฝีมือที่มีอยู่กันหน่อยแล้วหล่ะ ซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นจนเกินไปนัก เพียงแค่หาสายรัดสวยๆ ไม่ว่าจะทำเอง หรือหาซื้อมาก็ได้ มารวบมันให้เป็นระเบียบ หรืออีกวิธีหนึ่งก็หาผ้าโปร่งแสง แบบพริ้วๆ หน่อย มากั้นซ้อนเป็นอีกชั้นหนึ่ง มันก็ช่วยให้ดูห้องของคุณเปลี่ยนไปได้เช่นกัน

บานสะพรั่ง

เติมแจกันดอกไม้ให้กับห้องต่างๆ บ้าง เพื่อความมีชีวิตชีวา เพราะเพียงดอกไม้แค่ไม่กี่ดอก มันสามารถที่จะเปลี่ยนอารมณ์ได้ดีทีเดียว แค่เพียงเลือกแจกันใบโตสักหน่อยพร้อมดอกไม้ช่อใหญ่ อย่างเช่น ดอกโบตั๋น ดอกดาหลา หรือแม้กระทั่งดอกกุหลาบ แต่ควรเลือกดอกไม้ที่มีความแข็งแรง ทนทาน อยู่สักหน่อย จะได้อยู่ได้หลายๆ วัน

ใส่ใจรายละเอียด

เรื่องเล็กๆ อย่างบานประตูตู้เสื้อผ้า ที่หลายคนมักจะมองข้าม แต่หากคุณลองเปลี่ยนสีมันซะใหม่ เชื่อไหมว่า มันสามารถสร้างสัมผัสที่สดใสได้ทุกครั้งที่เปิดใช้เลยทีเดียว แถมยังเป็นการหลีกหนีความจำเจชั้นยอดอีกด้วย

Written by Omyim

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info

ติดตามบทความ ตกแต่ง หรืออ่าน แมกกาซีน

(ติดต่อขอใช้บทความที่ฝ่ายการตลาด)

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info
                  : ้http://lifestyle.th.msn.com/home/yourstyle/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%94-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2

EcoDesign คืออะไร

       การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Economic & Ecological Design หรือ EcoDesign) เครื่องมือสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การขยายตัวของประชากรและการพัฒนาทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ก่อให้เกิดการขยายตัวของกิจกรรมและเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการและอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ ในขณะเดียวกันกิจกรรมและผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นฐานในการผลิตและการพัฒนา จึงก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน

การจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีควรเน้นนโยบายเชิงรุกซึ่งนโยบายดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผสมผสานวิธีการและทางเลือกหลายรูปแบบที่เหมาะสม โดยมีแนว- คิดว่าการพัฒนาสิ่งแวดล้อมจะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน



ปัจจุบันโลกให้ความสนใจกับการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Economic & Ecological Design; EcoDesign or Green Design) ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งของการจัดการเชิงรุก กล่าวคือ เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการลดกากของเสีย ยืดระยะเวลาการใช้งาน และเพิ่มปริมาณการนำกลับมาใช้ใหม่ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียที่จะตามมาภายหลังตลอดช่วงชีวิตของผลิตภัณฑ์หรือบริการ
  ความสำคัญของ EcoDesign มิใช่เป็นเพียงแค่แนวทางในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือการจัดการเชิงรุกในด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในแง่ของการค้าและการส่งออกอีกด้วย เนื่องจากสังคมในโลกปัจจุบันโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหภาพยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่นให้ความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงมีข้อกำหนดและกฎระเบียบทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น ระเบียบว่าด้วยการจัดการเศษเหลือทิ้งจากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE), ระเบียบว่าด้วยการห้ามใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (RoHS), ระเบียบเกี่ยวกับการใช้สารเคมีในผลิตภัณฑ์ต่างๆ (REACH), ระเบียบเกี่ยวกับการจัดการซากของยานยนต์ (ELV) เป็นต้น เท่ากับว่าผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าที่ทำการค้าขายกับประเทศต่างๆเหล่านี้ จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลุ่มผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้นกลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าจำพวก เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หลายฝ่ายเริ่มมองหาแนวทางการแก้ไขซึ่ง EcoDesign ก็เป็นคำตอบที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยเกิดการตื่นตัวและมีความจำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ด้านนี้ต่อไป

ความหมายของการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Economic & Ecological Design หรือ EcoDesign) เป็นกระบวนการที่ผนวกแนวคิดด้านเศรษฐศาสตร์และด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปในขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยพิจารณาตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) ตั้งแต่ขั้นตอนการแผนผลิตภัณฑ์ ช่วงการออกแบบ ช่วงการผลิต ช่วงการนำไปใช้ และช่วงการทำลายหลังการใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในแต่ละขั้นตอนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน โดยส่งผลดีต่อธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวทางนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development)

แนวคิดด้านการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ในอดีตที่ผ่านมา การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้นจะมุ่งเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้ผลิตเป็นสำคัญ โดยเน้นพิจารณาต้นทุน หน้าที่ ความสวยงาม และความปลอดภัยเป็นหลัก แต่จากแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่แนวคิดผลิตภัณฑ์ยั่งยืน ทำให้มุมมองการออกแบบผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลงไปสู่แนวคิดที่มีการพิจารณาด้านอื่นๆมากขึ้นนั่นคือการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และจริยธรรมเพิ่มเติมขึ้นมา ทำให้การออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ขยายไปสู่แนวคิด EcoDesign จริงๆ แล้วแนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะถูกนำมาพิจารณาครั้งแรกในปี 1980 ในการประชุม World Conversation Strategy

ประเด็นขับเคลื่อนแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่แนวคิดผลิตภัณฑ์ยั่งยืน เกิดจากแนวคิดในการบริโภคและการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางเศรษฐศาสตร์และสังคม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • แนวคิดการบริโภคและการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป
เนื่องจากประชาชนให้ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ประเทศที่พัฒนาแล้วจึงให้ความสนใจกับปัญหานี้เป็นอย่างมากโดยให้ความรู้กับประชาชนในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ความต้องการ EcoProduct สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วจึงมีอัตราสูงมาก นอกจากนั้นภาครัฐของประเทศเหล่านี้ต่างช่วยกันผลักดันให้ใช้ EcoProduct โดยการเอานโยบายรัฐมาเป็นตัวกำหนด เช่น งบประมาณในการจัดซื้อของรัฐต้องพิจารณา EcoProduct ก่อนเป็นอันดับแรก เป็นต้น
  • การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี
ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสามารถของเทคโนโลยีก็เพิ่มขึ้นด้วย แต่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นผู้ออกแบบต้องตระหนักเสมอว่า ผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน ผลิตภัณฑ์อาจเหมาะสำหรับคนที่ใช้เท่านั้นแต่เกิดผลกระทบต่อคนอื่น ดังนั้น หากจะมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว ต้องมองในภาพกว้างถึงผลกระทบที่อาจตามมา และปลูกฝังแนวคิดทางด้านสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์
  • การเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางด้านเศรษฐศาสตร์และสังคม
เนื่องจากเทคโนโลยีได้ย่อโลกไว้ทำให้เกิดห่วงโซ่อุปทานไปทั่วโลก ดังนั้นธุรกิจหนึ่งๆจะมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วโลก การที่ประชากรหันมาตระหนักถึงปัจจัยทางด้านคุณภาพชีวิตมากขึ้น จึงทำให้เกิดความต้องการ EcoProduct ไปทั่วโลก ดังนั้นในปัจจุบันหลายๆประเทศจึงให้ความสำคัญและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ประเภท EcoProduct ด้วยการให้สิทธิประโยชน์กับสินค้านำเข้าที่มีฉลากสิ่งแวดล้อม (Eco-label) หรือระบุให้ผลิตภัณฑ์ต้องมีตารางผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแสดงให้ผู้บริโภคทราบ เป็นต้น


หลักการพื้นฐานของการทำ EcoDesign คือ การประยุกต์หลักการของ 4Rs ในทุกช่วงของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ ได้แก่ การลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการซ่อมบำรุง (Repair) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันดังแสดงในรูป

การนำ EcoDesign มาประยุกต์ใช้ จะคำนึงถึงกลไก (EcoDesign Strategy) ใน 7 ด้านหลักคือ


  1. ลดการใช้วัสดุที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Reduction of low-impact materials)
  2. ลดปริมาณและชนิดของวัสดุที่ใช้ (Reduction of materials used)
  3. ปรับปรุงกระบวนการผลิต (Optimization of production techniques)
  4. ปรับปรุงระบบการขนส่งผลิตภัณฑ์ (Optimization of distribution system)
  5. ปรับปรุงขั้นตอนการใช้ผลิตภัณฑ์ (Optimization of impact during use)
  6. ปรับปรุงอายุผลิตภัณฑ์ (Optimization of initial lifetime)
  7. ปรับปรุงขั้นตอนการทิ้งและทำลายผลิตภัณฑ์ (Optimization of end-of-life)

ประโยชน์ของการทำ EcoDesign

  1. เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะส่งผลดีต่อธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวทางนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development)
  2. เพื่อสร้างผลกำไรให้กับองค์กรโดยการนำกระแสความต้องการสินค้า และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นจุดเด่นในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
  3. สามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตจากการลดปริมาณวัตถุดิบ หีบห่อ การใช้พลังงานในการผลิตสินค้าและบริการ
  4. สามารถนำวัสดุหรือชิ้นส่วนกลับมาใช้ได้ใหม่โดยการปรับปรุงผลิตภัณฑ์จากการออกแบบ
  5. เพื่อป้องกันปัญหาการใช้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นกำแพงทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-tariff Barrier; NTB) และรองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบทางด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆที่มีความเข้มงวดจากประเทศพัฒนาแล้ว เช่น  WEEE, RoHS, EuP เป็นต้น
  6. ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรและผลิตภัณฑ์


Green Design


Green design คือ การออกแบบ โดยคำนึงถึง การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด คือ
เช่น
1. ออกแบบงานให้ใช้ สีพื้นน้อยที่สุด
2. งด การเคลือบพลาสติก โดยใช้ การอาบวานิช แทน
3. งดการปั๊มฟลอยส์สีต่างๆ
4. งานกล่อง–ลดการติดกาวโดยใช้เทคนิคการเสียบเกี่ยวกระดาษ


            ธรรมชาติเป็นทรัพยากรที่มนุษย์ทุกคนปฎิเสธไม่ได้ค่ะว่ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต มนุษย์เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติมาตั้งแต่อดีต และธรรมชาติยังทำให้โลกมีความสมดุล ทำให้โลกมีบรรยากาศที่ดีและยังช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย
           Green design คือ การออกแบบที่นำเอาธรรมชาติมาใช้ในงาน หรือการนำเอางานออกแบบเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ การที่จะนำธรรมชาติเข้ามาใช้ในงานออกแบบนั้นต้องเป็นสิ่งที่มีชีวิต ถึงจะเรียกว่าเป็น Green design แต่ก็มีข้อยกเว้นค่ะว่า ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติ ใช้วัสดุธรรมชาติก็จัดว่าเป็น Green design ในลักษณะและรูปแบบของ Green design นั้น ทำให้เป็นที่น่าสนใจและเป็นที่นิยมมากของนักออกแบบชื่อดังค่ะ เพราะนักออกแบบทั้งหลายก็ต่างต้องการที่จะให้มนุษย์ได้อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติเช่นกัน หลายๆคนนะคะอาจคิดว่านักออกแบบหรือที่เรียกกันว่าสถาปนิกเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นต้นเหตุที่ทำลายธรรมชาติอย่างมาก แต่เราก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วนะคะว่าเราพยายามจะหาวิธีแก้ไขเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ในงานอกแบบภายในเป็นงานที่สามารถนำแนวความคิดแบบ Green design มาใช้ได้ดีค่ะเพราะว่าคนส่วนมากต้องการที่จะอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น ในถานะที่เราเป็นนักออกแบบภายในเราต้องนำธรรมชาติมาใช้ในงานไม่มาก็ก็น้อย แต่ดิฉันคิดว่าที่อยู่อาศัยถ้าขาดความเป็นธรรมชาติหรือสีเขียวของใบไม้แล้วคงไม่น่าอยู่เป็นแน่ วิธีที่จะทำให้ธรรมชาติเข้ามาอยู่ในบ้านของเรานั้นทำได้ง่ายเช่น การทำสวนหลังคา เป็นการนำต้นไม้ประดับต้นเล็กๆไปปลูกบนหลังคา ให้เป็นสวนสำหรับพักผ่อนส่วนตัว หรือถ้าใครที่สามารถนำต้นไม้ต้นใหญ่ไปปลูกก็จะเป็นร่มเงาให้พักพิงเชียวแหละ แต่บ้านของต้องมีโครงสร้างที่แข็งแรงด้วยนะคะ หรือถ้าไม่แน่ใจว่าบ้านของคุณแข็งแรงหรือม่ก็ควรปรึกษาผู้รู้ อาจเป็นสถาปนิกหรือวิศวกรก็ได้ค่ะ ในการปลูกสวนหลังคาเป็นประโยชน์เลยค่ะ เพราะช่วยใหเรามีสวนที่น่านั่งและเป็นส่วนตัวแล้วยังทำให้บ้านของเราเย็นอีกด้วยและที่ขาดไม่ได้เลยของประโยชน์นี้คือ ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างมากค่ะ เห็นมั้ยล่ะคะว่าGreen design นั้นมีประโยชน์มากมาย
Green design เป็นแนวความคิดในการออกแบบที่ดีเลยใช่มั้ยคะ เพราะเป็นการไม่ทำลายธรรมชาติ แถมยังเป็นการรู้จักนำเอาธรรมชาติมาใช้ในงาน จึงทำให้งานออกแบบนั้นเกิดความน่าสนใจและสมบูรณ์อีกด้วย Green design ยังเป็นการช่วยลดสภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี และช่วยให้มนุษย์ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติรู้จักอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันนี้ธรรมเริ่มจะร่อยหรอลงไปทุกที แนวความคิดนี้เป็นวิธีการใหม่ ที่กำลังเป็นที่นิยมนักออกแบบมากขึ้นค่ะ ยังไงก็หันมาใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น

                          

ที่มา    http://lady500.blogspot.com/2010/05/green-design.html


 


Sustainable คืออะไร

         
                Sustainable หรือ Sustainability แปลว่า ยั่งยืน พวกเราคงได้เห็น และ ฟังคำนี้ บ่อยมากในช่วง 2-3 ปีนี้ ตั้งแต่มีวิกฤตเศรษฐกิจ ในอเมริกา และ ยุโรป ทำให้ รัฐบาลต่างๆ บริษัท เอกชน องค์กร ต่างๆ ตระหนัก ถึง การพัฒนา ที่ยั่งยืน ไม่ใช้การพัฒนา แต่วัตถุ ดูแต่ GDP ของประเทศ ว่า สูงเท่าไร หรือ แต่ละคน ดูว่า ใครมีบ้านหลังใหญ่ ใครขับรถแพงกว่ากัน ซึ่งเป็นการสร้างความเจริญทาง วัตถุ มากเกินไป ทำให้ ค่าของความเป็นคน น้อยลง ความสุขก็น้อยลง คนฉลาดมาก ก็เอาเปรียบมาก โกงมาก โดยเฉพาะ การที่คนเก่ง จำนวนมาก ไปทำงานด้าน finance แทนที่จะไปเป็น แพทย์ หรือ วิศวกรในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ เขาสามารถหาวิธีโกง ในการธุรกรรมทางการเงิน ที่ตรวจสอบได้ยาก เป็นเหตุผลที่ทำให้ เศรษฐกิจ ของอเมริกาและยุโรป มีปัญหาใน 2-3 ที่ผ่านมา การพัฒนา ที่ ยั่งยืน (sustainability) จะต้องคำนึงถึงความสุขของ ทุกคนในสังคม และ สภาวะ บรรยากาศของโลก ไม่ก่อมลภาวะที่ทำให้โลกร้อน ปัจจุบัน บริษัทเอกชน รายใหญ่ๆจำนวนมาก อาทิ ปตท ,SCG ฯลฯ จะมีนโยบายในการบริหารแบบ ยั่งยืน คือเน้นความสุขของพนักงานเป็นหลัก, ความมั่งคงของสังคม, ลดภาวะโลกร้อน และ มีการทำ CSR (corporate social responsility) โดยการดำเนินการช่วยเหลือ สังคมและดำเนินกิจกรรมช่วยลดโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง เราทุกคนควรจะคำนึงถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน อยู่อย่างพอเพียงตามพระราชดำรัสของในหลวง ช่วยกันรักษาโลกใบนี้ ให้ลูกหลานของเราได้อาศัยต่อไปชั่วนิรันทร์
http://www.classifiedthai.com/content.php?article=17215

                   
                          
                     
               
              "Sustainability" หรือ "ความยั่งยืน" ในเชิงสิ่งแวดล้อม คือคำที่ฮิตติดปากอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์และทีวีในต่างประเทศในขณะนี้ และผมเชื่อว่าคำคำนี้แหละจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดการดำเนินชีวิต การผลิต ระบบเศรษฐกิจ และธุรกิจในทศวรรษข้างหน้า โดยที่หลายๆ ท่านอาจจะคาดไม่ถึง

ปัญหา Global warming และ Climate change รวมถึงการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ได้กลายเป็นหัวข้อทางสังคมที่สำคัญที่สุดในระดับนานาชาติอยู่ในขณะนี้ ว่าไปแล้วหัวข้อดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยล่าสุดจำนวนมาก บ่งชี้ให้เห็นว่า ระบบนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมของโลกนั้น ไม่สามารถรองรับการบริโภคและไลฟ์สไตล์ของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ได้

รายงานการวิจัย Living Planet Report ของ WWF ชิ้นล่าสุดระบุว่า จากตัวเลขในปี 2003 มนุษย์เราบริโภคทรัพยากร ธรรมชาติมากถึง 25% เกินกว่าที่ระบบนิเวศ วิทยาจะสามารถทำการผลิตเพื่อทดแทนได้ และถ้าอัตราการบริโภคส่วนเกินนี้ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2050 การบริโภคส่วนเกิน จะสูงถึง 100% ของความสามารถในการผลิตเพื่อทดแทนของระบบนิเวศวิทยา หรือพูดง่ายๆ ว่า เราจำเป็นต้องมีโลกถึง 2 ใบ เพื่อเป็นฐานการผลิตทรัพยากรธรรมชาติให้กับประชากรโลก แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าโลกเรานั้นมีจำนวนจำกัดแค่ 1 ใบ

และจากรายงานการศึกษาล่าสุดของเซอร์นิโคลัส สเติร์น อดีตหัวหน้านักเศรษฐ-ศาสตร์ของธนาคารโลกชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ไปทั่วโลก ระบุว่าการละเลยการแก้ปัญหา Global warming และ Climate change ในวันนี้ จะนำไปสู่มหันตภัยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในอนาคต นอกจากนั้นต้นทุนในการแก้ปัญหาดังกล่าวยังต่ำมากเมื่อเทียบกับผลเสียที่จะได้รับถ้าเรายังหลีกเลี่ยงการแก้ปัญหาอันนี้อยู่

และด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้เองที่ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เป็นปัญหาบนหน้ากระดาษเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับผู้คนทั่วไปอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาที่แท้จริงที่มนุษยชาติจำต้องเผชิญในทศวรรษข้างหน้า และเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการเยียวยาอย่างเร่งด่วนอย่างไม่มีทางเลือก

รัฐบาลในประเทศตะวันตกหลายประเทศ ก็ได้ประกาศการต่อสู้ปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง รัฐบาลอังกฤษก็เพิ่งประกาศว่า เขาพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้นำในการต่อสู้กับปัญหานี้ โดยรัฐบาลอังกฤษกำลังอยู่ในช่วงร่างกฎหมายภาษีสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า "Green tax" ขึ้นมา โดยคาดว่าจะทำการจัดเก็บกับกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ที่ปล่อย Greenhouse gas ออกมา ไม่ว่าจะเป็นจากรถยนต์ เครื่องบิน และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนในฝรั่งเศสเองก็จะทำการเก็บภาษีชนิดคล้ายๆ กันกับรถยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป

ส่วนในนิวซีแลนด์เอง นายกรัฐมนตรีเฮเลน คลาร์ก ก็เพิ่งประกาศว่า จะนำพานิวซีแลนด์ให้เป็นประเทศแรกในโลก ที่เป็น "Truly sustainable" โดยจะส่งเสริมการพัฒนาและการผลิตพลังงานชีวภาพ และ Renewable Energies ในรูปแบบอื่นๆ (เช่น พลังงานลม และน้ำ) รวมถึงการลดปริมาณขยะและการปล่อยของเสียในรูปแบบอื่นๆ

ในทศวรรษข้างหน้านี้นโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นนโยบายที่ทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในระดับรัฐบาลและระหว่างประเทศ โดยผมคงไม่แปลกใจมากนัก ถ้าในอนาคตเป้าหมายทางสิ่งแวดล้อมจะเป็นเป้าหมายหนึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศเหมือนเป้าหมาย ทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ซึ่งเป็นตัวกำหนดแนวทางการดำเนินชีวิต ระบบเศรษฐกิจ ระบบการผลิต และการดำเนินของ ธุรกิจโดยทั่วไปในปัจจุบัน

นอกเหนือจากความพยายามของภาครัฐ ภาคธุรกิจและเอกชนในต่างประเทศก็เริ่มทำการปรับตัวกับปัญหานี้ด้วยเช่นกัน โดยเริ่มลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อนำมาใช้ในธุรกิจของตน อย่างเช่น เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ เจ้าของกลุ่มบริษัท Virgin Group ก็ตัดสินใจทุ่มเงินลงทุนมหาศาลถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพลังงานชนิดใหม่เพื่อทดแทนการใช้น้ำมันและถ่านหิน

โดยอันที่จริงแล้ว Virgin Group ก็เพิ่งลงทุนถึง 400 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการจัดตั้งบริษัท Virgin Fuels ขึ้นมา ซึ่งบริษัท Virgin Fuels จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา Biofuels ที่จะนำมาใช้ในธุรกิจสายการบินและรถไฟของ Virgin Group นั่นเอง และคงไม่น่าแปลกใจว่าถ้าวันหนึ่ง Virgin ประสบ ความสำเร็จในการพัฒนา Biofuels ที่ใช้กับธุรกิจของเขาขึ้นมาจริงๆ สายการบินและรถไฟในเครือ Virgin ก็คงเป็นสายการบินและบริษัทรถไฟยอดฮิตที่ใครๆ ก็นิยมใช้

ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม เหล่านี้มักต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่และไม่ได้เกิดขึ้นได้ในภายระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นถ้ามองในเชิงกลยุทธ์การลงทุนในเทคโนโลยีด้านนี้คงไม่ได้เป็นเพียงแค่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจเท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้าม กลับจะเป็นการสร้างความได้เปรียบทาง เทคโนโลยีให้ธุรกิจเหล่านั้นไปในตัว ซึ่งความได้เปรียบอันนี้อาจมีมูลค่ามหาศาลในยุคโลกร้อนก็เป็นได้

นอกจากนั้นใคร จะรู้ได้ว่าความได้เปรียบ ในเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม เหล่านี้ ก็อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดระบบการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศด้วยเช่นกันยกตัวอย่าง เช่น ในยุคโลกร้อน หลายประเทศก็อาจจะตัดสินใจไม่นำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ Energy Efficient หรือทำการจัดเก็บภาษีนำเข้าระดับสูงกับยานพาหนะที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งจัดเก็บภาษี นำเข้ากับสินค้าที่ผลิตโดยประเทศที่ปล่อย Greenhouse gas เกินขนาด คงไม่มีใครกล้ารับประกันได้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า

ตัวอย่างการลงทุนที่น่าสนใจอันหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันก็คือ การจัดตั้งกองทุนรวม Living Planet Fund ในประเทศ ลักเซมเบิร์ก ซึ่งจัดตั้งโดยบริษัท Living Planet Fund Management และบริหารโดย UBS Global Asset Management ซึ่งกองทุนรวมนี้เลือกลงทุนเฉพาะในบริษัทชั้นนำในประเทศต่างๆ ที่มีนโยบายเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือกับปัญหาสังคมด้านอื่นๆ ซึ่งถ้า trend ในการลงทุนรูปแบบนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คงจะสร้างผลกระทบให้กับบริษัทที่ไม่ได้ทำการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมมาแต่เนิ่นๆ

ดังนั้นความล้าหลังในเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมนั้น นอกจากจะไม่ช่วยโลกของเราในวันนี้แล้ว ยังอาจหมายถึงผลเสียกับธุรกิจ การค้า การลงทุน และระบบเศรษฐกิจโดยรวม ในอนาคตอีกด้วย ในทางตรงข้าม ความได้เปรียบในเทคโนโลยีด้านนี้ก็อาจเป็นคำตอบ ของประเทศผู้ส่งออกอย่างบ้านเราในการแข่งขันกับประเทศที่มีค่าแรงต่ำก็เป็นได้ เพราะใครจะรู้ได้ว่า คลื่นลูกที่สี่ที่อาจเกิดขึ้นในทศวรรษข้างหน้า อาจเป็นคลื่นของความ "ยั่งยืน" ในเชิงสิ่งแวดล้อมนั่นเอง

ขอขอบคุณภาพประกอบบทความจาก NASA และ NSSDC และจากไร่องุ่น Pegasus Bay, New Zealand
ที่มา http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=54250 

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

3 STEP ง่ายๆ กับนาฬิกาแขวนผนังสุดโมเดิร์น

           Idea Oops! Can Do ครั้งนี้เป็นการทำนาฬิกาแขวนผนังเรียบ เก๋ ดูดี ซึ่งเป็นไอเดียของนักสถาปนิกชาวอาเจนติน่า ทำได้ไม่ยากและราคาไม่แพง
                      3 STEP ง่ายๆ กับนาฬิกาแขวนผนังสุดโมเดิร์น! 


               Idea Oops! Can Do ครั้งนี้เป็นการทำนาฬิกาแขวนผนังเรียบ เก๋ ดูดี ซึ่งเป็นไอเดียของนักสถาปนิกชาวอาเจนติน่า ทำได้ไม่ยากและราคาไม่แพง โดยเขามีแรงบันดาลใจมาจาก Primary Clock ที่ออกแบบโดย David Weatherhead and GOODD สำหรับ Thorsten van Elten ซึ่งเพียงแค่คุณมีเวลาว่างสัก 20 นาที คุณเองก็สามารถออกแบบนาฬิกาน่ารักๆ โมเดิร์นแบบนี้ได้ด้วยตัวคุณเอง

วัสดุ-อุปกรณ์
1. แผ่นไม้รูปวงกลมที่ผ่านการขัดพื้นผิวให้เรียบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 11 นิ้ว
2. กระดาษการ์ดหรือกระดาษแข็งสำหรับทำเป็นแพทเทิร์นนาฬิกา
3. สีสเปรย์ (สำหรับพ่นสีนาฬิกาที่คุณชื่นชอบ)
4. กาวหรือเทปกาว
5. กรรไกรหรือคัตเตอร์
6. Clock Machine

วิธีทำ

                        3 STEP ง่ายๆ กับนาฬิกาแขวนผนังสุดโมเดิร์น!

      1. เจาะรูตรงกลางแผ่นไม้รูปวงกลม เพื่อให้ทราบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและใช้สำหรับใส่ Clock Machine ตัวเข็มนาฬิกาได้ จากนั้นเอาแผ่นไม้รูปวงกลมมาวางทับกระดาษการ์ดหรือกระดาษแข็งเพื่อวาดแบบตาม จากนั้นวาดครึ่งวงกลมลงไปบนกระดาษ ให้ได้ตามรูป
                       3 STEP ง่ายๆ กับนาฬิกาแขวนผนังสุดโมเดิร์น!
       2. ตัดกระดาษตรงส่วนรูปยิ้มออก เพื่อนำมาติดลงบนแผ่นไม้รูปวงกลม
                      3 STEP ง่ายๆ กับนาฬิกาแขวนผนังสุดโมเดิร์น!
       หมายเหตุ : สำหรับคนที่ต้องการให้ส่วนนี้มีสีสันตามใจชอบ สามารถพ่นสีสเปรย์ลงไปได้
3. จากนั้นนำ Clock Machine มาใส่ลงไปตรงรูตรงกลางที่เราเจาะไว้ ง่ายๆ เท่านี้ เราก็จะได้นาฬิกาสุดโมเดิรน์ น่ารักๆ ประดับห้องของเราแล้ว!
                    3 STEP ง่ายๆ กับนาฬิกาแขวนผนังสุดโมเดิร์น!

                    3 STEP ง่ายๆ กับนาฬิกาแขวนผนังสุดโมเดิร์น!

ที่มาข้อมูล : Living Oops!  

 http://lifestyle.th.msn.com/home/inspire/3-step-%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%86-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AC%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%99
                    


5 ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไฟแรง สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์


                                                    5 ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไฟแรง สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์
      หากเปรียบการทำงานดั่งการเดินทาง วันนี้ โมเดอร์นฟอร์มได้เดินทางผ่านร้อนหนาวพร้อมกับเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตลอดระยะเวลา 30 ปีบนเส้นทางเฟอร์นิเจอร์ไทยและไม่ลืมที่จะแบ่งปันโอกาสดีๆให้แก่คนรุ่นใหม่เสมอมา การเดินทางจากจุดเริ่มต้นเมื่อ 3 ทศวรรษที่แล้ว จนถึงวันนี้จึงเต็มไปด้วยเรื่องราว ความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ในการก้าวสู่ปีที่ 30 ของโมเดอร์นฟอร์ม เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทที่ให้การสนับสนุนวงการดีไซน์ของประเทศมาโดยตลอด โมเดอร์นฟอร์มจึงชวน 5 ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไฟแรง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่เคยชนะการประกวด Modernform Design Contest มาออกไอเดีย ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ภายใต้ธีม The Design Journey

ทักษะ บุษยโภคะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โมเดอร์นฟอร์ม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เล่าถึงความเป็นมาของบริษัทว่า จากจุดเริ่มต้นของการนำเข้า fitting ที่ใช้ในการทำเฟอร์นิเจอร์ บ่มเพาะประสบการณ์ความเข้าใจ ความรู้ ความชำนาญ นำไปสู่การทำเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน แล้วจึงขยายไปสู่เฟอร์นิเจอร์บ้านและห้องครัวการสร้างสรรสินค้าที่มีคุณภาพเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นเป้าหมายในการดำเนินงานของโมเดอร์นฟอร์ม สิ่งที่เป็นแรงบันดาลในให้เรามีผลงานดีไซน์ออกมาเสมอ คือ ความเชื่อมั่นในความสามารถของดีไซเนอร์ไทย และเพื่อต้องการยกระดับความสามารถในการออกแบบของเมืองไทย โมเดอร์นฟอร์มจึงก่อตั้งศูนย์พัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้นักออกแบบไทยมีเวทีในการคิดและแสดงออกผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ Modernform Design Contest การประกวดที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาด้านออกแบบส่งผลงานเฟอร์นิเจอร์เข้าประกวด, Design Academy Camp การเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ประสบการณ์จริงในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ ตั้งแต่เริ่มออกแบบไปจนถึงขั้นตอนการผลิต และโครงการ Design Series แคมเปญที่ให้นักออกแบบไทยได้ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์และรังสรรค์ผลงานขึ้น

ในโอกาสครบรอบ 30 ปี เรามองกลับไปถึงกิจกรรมต่างๆ ที่โมเดอร์นฟอร์มทำมา Design Contest เป็นกิจกรรมนึงที่เราอยากรู้ว่าคนที่เคยผ่านการประกวดในวันนั้น เค้าเหล่านั้นเป็นอย่างไรบ้าง และสิ่งที่ได้เห็นก็คือ ทุกคนมีเส้นทางชีวิตที่น่าสนใจ ทำให้เราคิดถึงการเดินทางที่ทำให้เรากลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง บริษัทจึงเชิญดีไซเนอร์ที่เคยเป็นผู้ชนะรางวัลจากการประกวดออกแบบเฟอร์นิเจอร์จากโครงการ Modernform Design Contest 5 ท่าน มาร่วมออกแบบเฟอร์นิเจอร์คอลเลคชั่นใหม่ที่สะท้อนความสำเร็จของโมเดอร์นฟอร์ม ทั้งในด้านเอกลักษณ์ของการดีไซน์และยอดขาย ภายใต้ธีม The Design Journey ซึ่งเปรียบเสมือนการเดินทางออกไปหาประสบการณ์ของดีไซเนอร์แต่ละคน และวันนี้ได้กลับมาร่วมงานกับโมเดอร์นฟอร์มอีกครั้งหนึ่ง ทักษะ กล่าว

ดีไซเนอร์ 5 ท่านซึ่งปัจจุบันเป็นดีไซเนอร์ชื่อดังมีผลงานมากมายที่จะมาร่วมออกแบบคอลเลคชั่นใหม่เพื่อฉลองวาระครบรอบ 30 ปีของโมเดอร์นฟอร์ม ได้แก่ เขมฤกษ์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา, ดุลยพล ศรีจันทร์, กิตติภัทร์ สุกมลสันต์ และชินภานุ อธิชาธนบดี ซึ่งออกแบบร่วมกับภารดี เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา

                                           5 ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไฟแรง สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์


            เขมฤกษ์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา จบการศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ เจ้าของรางวัลชนะเลิศ Modernform Design Contest ปี 1998 ที่ ตีโจทย์ในหัวข้อ Office Furniture ออกมาเป็นผลงานโต๊ะทำงานสำหรับผู้บริหารวัยหนุ่มสาวในคอนเซ็ปต์ Next Sector โดยเลือกใช้วัสดุคือพลาสติกขึ้นรูปเป็นชิ้น แต่ละชิ้นมีเขี้ยวสลักสามารถถอดแยกออกจากกัน และนำมาประกอบเข้าด้วยกันได้

ประสบการณ์ที่ผมได้รับจากการประกวดทำให้ผมได้เห็นโลกกว้าง และมีโอกาสไปศึกษาเทรนด์การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่เมืองโคโลญจน์ ประเทศฝรั่งเศส จนเมื่อมาทำงาน ผมก็ได้เรียนรู้และทดลองงานหลากหลาย เริ่มจากงานด้าน exhibition จากนั้นจึงค่อยกลับมาทำงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ โดยเริ่มจากครัว ออฟฟิศ และบ้าน ซึ่งเฟอร์นิเจอร์แต่ละประเภทมีเทรนด์และอารมณ์ของงานดีไซน์ที่แตกต่างกันมาก ทำให้เราต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา แต่สไตล์การออกแบบของผมจะเป็นแนวสถาปัตยกรรม มีเส้นกริดไลน์ที่มั่นคงแข็งแรง

สำหรับการกลับมาร่วมงาน The Design Journey ในครั้งนี้ เป็นงานที่น่าสนุกและตื่นเต้น เพราะจะได้สร้างสรรค์งานใหม่ต่อยอดจากงานเดิมที่เคยได้รับรางวัล สำหรับผม Design Journey เป็นการสะท้อนงานออกแบบที่มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย และต้องตอบสนองความต้องการและกลุ่มเป้าหมาย ณ เวลานั้น งานออกแบบไม่มีวันจบสิ้น ยังคงเดินทางต่อไปคู่กับความต้องการของมนุษย์


                                          5 ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไฟแรง สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์


           ดุลยพล ศรีจันทร์ จบการศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ เจ้าของรางวัลชนะเลิศปี 2549 ในหัวข้อ Kitchen Design Contest กับห้องครัวบิวท์-อิน สำหรับหนุ่มสาววัยทำงานที่ใช้ชีวิตในคอนโดมิเนียม พื้นที่จำกัด และชอบปาร์ตี้กับเพื่อนฝูง

ก่อนจะเริ่มออกแบบ ผมจะเริ่มจากการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายก่อนว่าเป็นใคร สำหรับโจทย์ในปีนั้น ทางโมเดอร์นฟอร์มได้เชิญวีเจวุ้นเส้นมาเป็นกลุ่มตัวอย่างเป้าหมาย ผมจึงออกแบบห้องครัวสำหรับชีวิตคนเมืองที่ชอบสังสรรค์กับเพื่อนฝูง โดยสะท้อนตัวตนของกลุ่มเป้าหมายคือวีเจวุ้นเส้นด้วยการใช้ beat จากวิทยุและ equalizer หรือคลื่นขึ้นๆ ลงๆ บนหน้าปัดวิทยุเป็นแรงบันดาลใจ โดยออกแบบครัวกึ่งบิวท์-อินที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เมื่อเข้ามาในห้องครัวแล้วก็เหมือนได้มาพักผ่อนและปาร์ตี้ในพื้นที่จำกัด แต่ก็สามารถใช้งานได้สูงสุด

ผมคิดว่าความพอดีเป็นสิ่งที่ยาก ออกแบบอย่างไรให้น้อยแต่พอดี โดยส่วนตัวผมชอบความเรียบง่ายที่แฝงด้วยความคิดสร้างสรรค์ สไตล์งานของผมจึงเป็นแนวเรียบง่าย สำหรับการได้กลับมาร่วมงานในโครงการ The Design Journey กับโมเดอร์นฟอร์มในครั้งนี้เปรียบเสมือนการเดินทาง เริ่มตั้งแต่การประกวดที่ผมได้รับรางวัลชนะเลิศ จนมาถึงครั้งนี้ล้วนเป็นการเดินทางที่ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย แต่จากประสบการณ์ การเดินทางที่เพิ่มขึ้นในวันนี้ ทำให้ผมมองแนวทางการออกแบบในครั้งนี้ว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบสนองกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าได้เหมือนเดิม แต่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ทันสมัยขึ้น

                    5 ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไฟแรง สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์
 
                                                5 ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไฟแรง สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์


             

             กิตติภัทร์ สุกมลสันต์ จบการศึกษาคณะมัณฑนศิลป์ สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แม้จะร่ำเรียนมาทางด้านการออกแบบจิวเวลรี่ แต่กิตติภัทร์ก็สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ Modernform Design Contest ปี 2548 ในหัวข้อ Chair etc. ปัจจุบันกิตติภัทร์ทำงานอิสระในฐานะนักออกแบบธีมเครื่องประดับให้กับบริษัทต่างประเทศ กราฟฟิกดีไซเนอร์ และโปรแกรมเมอร์

ผลงานชนะเลิศของผมชื่อ Old School ผมตีโจทย์ว่าสิ่งที่เป็นมากกว่าเก้าอี้ โดยได้ไอเดียจากเก้าอี้เลคเชอร์ในมหาวิทยาลัยที่ผมมองว่าเป็นโต๊ะก็ไม่สมบูรณ์ เป็นเก้าอี้ก็ ไม่เต็มที่ ผมจึงคิดต่อจากโต๊ะพับในห้องเลคเชอร์มาเป็นโต๊ะแบบ multi purpose function ที่เป็นโต๊ะนักเรียนก็ได้ เป็นโต๊ะทานข้าวก็ได้

งานของผมมักจะมีเรื่องราวซ่อนอยู่ ด้วยความที่ผมไม่ได้เรียนมาทางด้านนี้โดยตรง จึงอาจจะมีความรู้ไม่มากนัก แต่ผมคิดว่ามันทำให้เราสนุกกับการออกแบบมากขึ้น เพราะไม่มีกรอบคิดมาเป็นข้อจำกัด จึงทำให้สนุกและมีอิสระ เช่นเดียวกับการได้กลับมาร่วมงาน The Design Journey ในครั้งนี้ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้กลับมาที่สนามเด็กเล่น รู้สึกสนุก และดีใจที่ได้กลับมาเล่าเรื่องผ่านผลงานของผมอีกครั้ง

                    5 ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไฟแรง สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์

                                                   5 ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไฟแรง สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์

              ชินภานุ อธิชาธนบดีและภารดี เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา บริษัทออกแบบตกแต่งภายใน Trimode และจิวเวลรี่แบรนด์ Trimode Accessories เจ้าของรางวัลรองอันดับหนึ่งการประกวด Modernform Design Contest ปี 2003 ในหัวข้อ Living Roomกับผลงานโซฟาที่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นได้หลากหลายสำหรับพื้นที่จำกัดในคอนโดมิเนียม โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความอบอุ่นในห้องนั่งเล่นของครอบครัว สะท้อนเป็นโครงสร้างของเส้นใยธรรมชาติคล้ายรังไหมดักแด้

การเข้าร่วมงานประกวดทำให้เราเรียนรู้เรื่องการนำเสนอผลงาน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่จะต้องนำเสนอความคิดของเราให้ลูกค้าเข้าใจนอกจากนี้เรายังได้ประสบการณ์ ใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับรางวัลคือการไปดูงานเฟอร์นิเจอร์เกี่ยวกับบ้านที่มิลาน ประเทศอิตาลี ยิ่งทำให้เราได้เห็นและได้สัมผัสงานออกแบบระดับอินเตอร์ ซึ่งช่วยเปิดโลกทัศน์ และมุมมองในการออกแบบของเราให้กว้างขึ้น และทำให้เรามั่นใจในการสร้างสรรค์งานมากขึ้น

สำหรับโจทย์ The Design Journey ในครั้งนี้ เรามองว่าการเดินทางคือการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ เช่นเดียวกับนักออกแบบที่ต้องเรียนรู้และแสวงหาประสบการณ์ เพื่อนำมาถ่ายทอดและสร้างสรรค์งาน ฉะนั้นการได้เดินทางไปเห็นโลกกว้าง ก็ได้เรียนรู้มาก ยิ่งรู้มากก็ยิ่งทำให้เรามีไอเดียในการออกแบบกว้างขึ้น

                        5 ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไฟแรง สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์



เตรียมพบกับผลงานของ 5 ดีไซเนอร์ภายใต้ธีม The Design Journey ที่รวบรวมความคิด ประสบการณ์การเดินทางเพื่อสร้างสรรค์คอลเลคชั่นใหม่ในโอกาสครบรอบ 30 ปี โมเดอร์นฟอร์ม ได้ในงาน Modernform Designer Series Design Journey เดือนพฤศจิกายนนี้ที่ modernform Crystal Design Center

ที่มาข้อมูล : บริษัท พับบลิค ฮิต จำกัด
                    http://lifestyle.th.msn.com/home/inspire/article.aspx?cp-documentid=3691737

Swing Table by Duffy London

     


 More: 
               
Static boardroom meetings will swing into action around this table with hanging chairs created by Christopher Duffy for British design brand Duffy London.

                              Swing Table by Duffy London

               Eight chairs and a faceted lampshade are suspended from the four-poster Swing Table.

                          Swing Table by Duffy London
             “It also makes vacuuming a breeze,” note the designers.
                        Swing Table by Duffy London
                 The table is made from walnut and powder-coated steel and is available in bespoke finishes and sizes.
                      Swing Table by Duffy London
              Other swings we’ve featured on Dezeen include a child’s swing underneath a cantilevered house and a pair of swing seats in a billboard frame.

             Swing Table by Duffy London
ที่มา  http://www.dezeen.com/2012/09/11/swing-table-by-duffy-london/